TaO's profile*.~.*:: Welcome To :~:-...BlogListsGuestbook Tools Help

TaO Medical Wizard

Occupation
Location
Interests

Windows Media Player

ขอบคุณสำหรับการเข้าเยี่ยมชม!
Please wait...
Sorry, the comment you entered is too long. Please shorten it.
You didn't enter anything. Please try again.
Sorry, we can't add your comment right now. Please try again later.
To add a comment, you need permission from your parent. Ask for permission
Your parent has turned off comments.
Sorry, we can't delete your comment right now. Please try again later.
You've exceeded the maximum number of comments that can be left in one day. Please try again in 24 hours.
Your account has had the ability to leave comments disabled because our systems indicate that you may be spamming other users. If you believe that your account has been disabled in error please contact Windows Live support.
Complete the security check below to finish leaving your comment.
The characters you type in the security check must match the characters in the picture or audio.

*.~.*:: Welcome To :~:--- S-K-Y-L-I-N-E ---::*.~.*

...ตราบที่ดาวเต็มฟ้า เธอยังคงวนเวียนในหัวใจ หลับให้สบาย สักวันคงพบกัน...
October 10

...เกี่ยวกับโชคชะตาอีกแล้ว...


hello sunshine, tonight is full of starts....

therefore there isn't much for me to do, (but) enough time to sit and write to you

How you've been sun-shine, we hardly ever met each other , haven't we?
 
Althogh in the sky we're just as close, it's our fate (duty) to be apart.

Even though I can't see (meet) you, I can always tell exactly where you are

and I can still know how many heavy tasks you have, taking so much care of everyone
 
I want to tell you that I miss you, and I'm still always concerned about you

Though I don't know when I will see you, but I dream about you every night

I know this moon-light is set to wait to meet you, and continue to miss you so very much
 
............................
 
คนเบื้องบน มักจะมองว่า ที่ผ่านมาเป็นแค่เศษเสี้ยวหนึ่งของการเดินทาง... แต่สำหรับผู้เดินทางอย่างเรานั้น  มันไม่ใช่เลย
 
อาจารย์ท่านนึง  อยู่ดีๆก็ถามนศพ.น้อยๆอย่างพวกเราว่า  "...เป็นไงมั่ง ครึ่งทางของปี 4 ได้อะไรมากขึ้นบ้างมั้ย  รู้สึกว่าตัวเองฉลาดขึ้น หรือโง่ลงล่ะ..."
 
...โดนอีกแล้วครับ...
 
..........................................................
 
การเดินทางบนชั้นคลินิคนั้น  เป็นการเดินทางที่ตื่นเต้นเร้าใจสุดๆ  แต่ละวันต้องมานั่งลุ้นว่า โชคชะตาจะพาเราไปเจอกับอะไรบ้าง  บางคนได้รับประสบการณ์อันล้ำค่ายิ่งจากอาจารย์ที่ทุ่มเทและเอาใจใส่นักศึกษา  แต่ในเวลาเดียวกัน เพื่อนๆห้องติดกันกลับกำลังโดนกินหัวอย่างป่าเถื่อน  ทำให้นักศึกษาแพทย์แต่ละคนถูกหล่อหลอมให้แตกต่างกันออกไป
 
หลายครั้งก็นึกอิจฉาเหมือนกัน ที่ทำไมคนนี้มักเจอแต่อาจารย์ที่ใจดี   แต่เราเองกลับมักจะเจออาจารย์ที่น่ากลัว และบางครั้งก็เจออาจารย์ที่ ignore คนไข้แบบไม่ค่อยใยดี  แต่ทำไมนะ  ไม่ว่าจะเจอกับใครก็ตาม  ทำให้วันนั้นเราได้อะไรดีๆกลับมาทุกครั้ง  ทำให้แต่ละวันของเราเป็นวันที่มีคุณค่า และนึกในใจทุกวันว่า ...เราในวันนี้ ต่างจากเราในเมื่อวานมากมายเหลือเกิน...
 
แต่ว่า...เราเองก็ไม่ใช่ว่าจะชอบอาจารย์โหดๆหรอกนะ  การได้รับบทเรียนจากอาจารย์ที่ใจดี ก็จะได้รับบทเรียนอย่างหนักแน่น(เพราะไม่ต้องเอาเวลามากินหัวพวกเรา)  แต่หากอาจารย์โหดๆละก็ บทเรียนน่ะ  ไม่เคยจะได้  กินหัวอยู่นั่นแหละ  ทำอะไรก็ผิดหมด  แถมได้รับความรู้สึกแย่ๆกลับไปอีกต่างหาก  หรือหากเจออาจารย์ที่แย่จริงๆ ก็จะย้ำกับตัวเองในใจว่า โตขึ้นเราจะไม่มีทางเป็นแบบนี้  ต้องไม่เป็นแบบนี้  และในทุกๆครั้งที่เราเจอสิ่งเหล่านี้ มักจะทำให้เรารู้สึกว่า เราต้องเปลี่ยนแปลงตัวเอง  และหลายครั้งเราก็ดีใจที่พบว่า...จริงๆแล้ว เราทำให้ดีกว่านี้ได้นี่นา...นี่เรากำลังโดนหล่อหลอมอยู่หรือเนี่ย
 
บางครั้ง เราก็คงต้องเชื่อในโชคชะตาบ้างแล้วล่ะ  ว่าสิ่งนี้มันกำลังเลือกสิ่งที่ดีที่สุดให้กับเรา  ประสบการณ์ของเราที่โชคชะตาพาเราไปเจอ ทั้งอาจารย์และคนไข้  ในแต่ละวันนั้น  เป็นสิ่งที่มีค่ามากๆ  นอกจากความรู้ที่ได้รับแล้ว ก็เหมือนรู้สึกว่า ตัวเองกำลังถูกเปลี่ยนแปลงทีละนิดๆ ทุกวันๆ  แม้ว่าปัจจุบันจะยังตอบไม่ได้ว่าเราเองจะเติบโตขึ้นไปในทิศทางไหน  เราเองจะโง่ลงหรือว่าฉลาดขึ้น  จะต้องถูกทำร้ายจิตใจซ้ำแล้วซ้ำอีก... แต่ก็อยากจะขอบคุณโชคชะตาบ้างแล้วล่ะ...
 
แม้วันนี้  ยอมรับว่าเราตอนนี้ยังมีความรู้พื้นฐานน้อยสุดในrotate(หรือว่าโง่สุดน่ะแหละ) แต่หลายครั้งก็สังเกตุเห็นเหมือนกันนะว่า  โชคชะตามักจะพาเราไปเจอ case ที่ได้ความรู้มากกว่าชาวบ้านเค้าเสมอ  ไม่รู้คิดไปเองรึป่าว  แต่อย่างน้อยก็ทำให้เรารู้สึกอยากขอบคุณโชคชะตาครั้งนั้นเหลือเกิน และก็หลายครั้งด้วย
 
นักปราชญ์มักกล่าวว่า  คนที่ฉลาดที่สุด คือผู้ที่พบว่าตัวเองไม่รู้อะไรเลย  เพราะฉะนั้นถ้าถามว่า ผ่านมาครึ่งปี ฉลาดขึ้นหรือโง่ลง  ก็คงจะตอบได้อย่างไม่อายว่า  เราเนี่ยแหละ คือคนที่ฉลาดที่สุด  555  หลายคนขึ้นวอร์ดไปอาจได้รับทั้งความรู้เก่าและใหม่ แต่สำหรับเราแล้ว ทำไมเหมือนเป็นความรู้ใหม่ซะหมดเลยน้า  อ้อ...ที่ผ่านมา เราไม่รู้อะไรเลยนี่เอง  แต่พอยิ่งรู้มากขึ้น ก็ยิ่งรู้สึกว่า  เรายังมีสิ่งที่ไม่รู้มากขึ้นอีก  ก็น่าจะฉลาดขึ้นสินะ  เอ...หรือว่าโง่ลงหว่า  งง ล่ะสิ
 
ครึ่งทางของปี 4 อาจน้อยนิดถ้าเอาไปทำอะไรซักอย่าง  แต่สำหรับเราแล้ว  เวลา 1 วันของเรามีค่ามากกว่า 1 วันของคนทั่วไปมากทีเดียว เพราะว่าได้อะไรกลับมามากมายเหลือเกินในแต่ละวัน  ของเพื่อนๆล่ะเป็นเหมือนกันรึป่าว
 
........................................................
 
 
ปล. รักวอร์ดศัลย์ซะแล้วนะสิเรา
เริ่มมองเห็นอนาคตตัวเองเข้าให้แล้วล่ะ

August 25

...

เคยสงสัยมั้ยว่าทำไม  คนที่อยู่ในถิ่นทุรกันดานและแห้งแล้ง  ยังอยากที่จะอยู่ที่ผืนแผ่นดินนั้นต่อไป  ทั้งๆที่มีความทุกข์ทรมานกายอย่างสาหัส  แต่ก็ยังไม่อยากไปไหน  และยังต่อสู้เพื่อปกป้องมันด้วยชีวิต
 
หมู่บ้านแห่งหนึ่ง  เป็นหมู่บ้านที่แห้งแล้งและทุรกันดานมาก  หมู่บ้านแห่งนี้อาศัยน้ำไว้หล่อเลี้ยงผู้คนจากการขอฝน  ขอฝนจากอำนาจเหนือธรรมชาติบนฟากฟ้า  ก็ได้รับฝนกลับมาบ้างหรือไม่ได้รับบ้างก็แล้วแต่ฟ้าจะประทานมาให้ การขอฝนใช่ว่าจะทำได้ง่ายดาย เพราะทุกๆครั้งต้องอาศัยการบูชายันด้วยชีวิตมนุษย์ในหมู่บ้านนั้น  แต่กระนั้น หากได้รับน้ำฝนแล้ว 1 ชีวิตที่สูญเสียไปก็ถือได้ว่าคุ้มค่า  น้ำฝนที่ได้รับสามารถนำกลับมาสร้างชีวิตได้ใหม่ และนำพาหมู่บ้านนั้นดำเนินต่อไป...
 
หากแต่ ฝนนั้นก็หาได้ตกทั่วฟ้าไม่  เพราะจะมีหมู่บ้านมากมายที่ขอฝนอยู่เช่นกัน หรือบางครั้งอาจขออย่างอื่นที่คิดว่าพระเจ้าบนท้องฟ้าน่าจะประทานให้ได้  โดยไม่สนใจว่า หมู่บ้านของตนจะขาดแคลนหรือจำเป็นต่อการดำรงชีวิตอยู่หรือไม่  แต่พระเจ้าก็สามารถประทานให้ได้ทุกครั้ง  พระเจ้าต้องทำงานอย่างหนักเพื่อให้โลกใบนี้เต็มไปด้วยความสดชื่นและอุดมสมบูรณ์  โดยพยายามสร้างฝนให้ตกครบทุกที่ที่แต่ละหมู่บ้านนั้นๆต้องการ  ความสุขของทุกๆหมู่บ้านนั้นก็เหมือนความสุขของพระองค์  เพราะฉะนั้นจึงไม่ลังเลที่จะทำทุกอย่างตามที่ทุกหมู่บ้านต้องการ
 
หมู่บ้านแห่งหนึ่งแห่งนั้น  พยายามขอฝน แต่ฝนก็ยังไม่ตก  นานเข้านานเข้า เหมือนมีทีท่าว่าจะตกนิดๆ  แต่ก็ยังไม่ตกซักที  จึงพยายามขอมากขึ้น  พยายามขอบ่อยขึ้น  ผู้คนในหมู่บ้านก็เหลือน้อยลงเรื่อยๆ เพราะต้องสูญเสียไปจากการบูชายัญจำนวนมากขึ้นจากทุกๆครั้งที่ขอ  แต่สุดท้ายก็ต้องนั่งมองหมู่บ้านอื่นๆได้รับน้ำฝนอย่างชุ่มฉ่ำใจแทน  โดยพระเจ้าได้หารู้ไม่ว่า  หมู่บ้านแห่งนี้กำลังแห้งแล้งและทุรกันดานมากมายขนาดไหนแล้ว  คนก็น้อยลงเรื่อยๆ  หมู่บ้านแห่งนี้จึงคิดอยู่ในใจว่า  พระเจ้าท่านต้องทำงานหนักอยู่แล้ว เราจะไปเรียกร้องขอฝนอีกทำไม  เด๋วซักวัน วันที่ทุกหมู่บ้านได้รับน้ำฝนจนอุดมสมบูรณ์แล้ว  เด๋วซักวัน วันที่พระเจ้าว่างแล้ว  หมู่บ้านแห่งนี้จึงได้รับการเหลียวแลเอง  แล้วระหว่างที่รอน้ำฝนนั้น หมู่บ้านแห่งนี้จะทำอย่างไร  ...คงไม่อาจทราบได้...  รู้แค่ว่า  ต้องอยู่โดยที่มีน้ำฝนแค่นี้ให้ได้
 
ทำให้บางครั้งเกิดข้อสงสัยว่า  หมู่บ้านแห่งนี้ขอน้ำฝนมากเกินไปใช่มั้ย  บ่อยเกินไปใช่มั้ย  จึงทำให้ประชากรลดลงอย่างรวดเร็วและเกิดการแห้งแล้งมากกว่าหมู่บ้านอื่นๆทั่วไป  บางครั้งในช่วงที่ประชากรเหลือน้อยเต็มทีนั้น  การตัดสินใจขอน้ำฝน เป็นการตัดสินใจที่ยากลำบากมากๆ  ว่าจะเสี่ยงขอน้ำฝนหรือรักษาชีวิตอันน้อยนิดของคนในหมู่บ้าน  แต่บางครั้งก็ทำให้คนทั่วไปตั้งข้อสังเกตุอีกว่า  ทำไมไม่ย้ายไปอยู่ที่อื่นซะล่ะ???
 
แม้จะมีเหตุผลต่างต่างนานามากมาย  แต่สุดท้าย คนในหมู่บ้านก็ไม่มีใครเลือกที่จะย้ายออกจากหมู่บ้านแห่งนั้น  แม้กระทั่งจะต้องสู้รบกับผู้รุกรานมากมาย  แต่ก็พร้อมที่จะตายเพื่อแผ่นดินแห่งนี้  โดยหาเหตุผลไม่ได้เลย  หรืออาจเป็นเพราะสิ่งเดียวเท่านั้น ที่อยู่เหนือเหตุผลทุกอย่าง ก็คือ  พวกเรารักแผ่นดินนี้  เหตุผลอื่นมันก็ไม่สำคัญอีกต่อไป แม้จะต้องได้รับน้ำฝนอย่างกะปริดกะปรอยก็ตาม  แต่ก็จะขอเลือกที่จะอยู่แผ่นดินนี้อย่างไม่ลังเล...
 
 
 
August 07

...เวลาไม่เคยพอ...

เวลา  อารมณ์  เหตุผล  ...และความรู้สึก
สิ่งต่างๆล้วนแปรเปลี่ยนตามกันไปคล้ายลูกโซ่  แม้คำว่าเหตุผลมันจะดูยิ่งใหญ่ และไม่มีวันเปลี่ยนแปลง  แต่สิ่งที่เปลี่ยนแปลงก็คือ...ความสำคัญ ที่มีผลต่อความรู้สึกของเรา  สุดท้ายจากที่เหตุผลเป็นใหญ่กว่าความรู้สึก  มันจะกลายเป็นความรู้สึกที่มาครอบงำเหตุผลซะ
 
ทั้งคำว่า  เวลา  อารมณ์  และเหตุผลล้วนมีผลทำให้ความรู้สึกเปลี่ยนแปลงขึ้นลงได้เสมอ
 
หลายครั้งพอเรารู้ตัวว่าเรากำลังรู้สึกอะไรอยู่...มันก็สายไปซะแล้ว  ถ้าเราจะปรับเปลี่ยนมันในยามที่ไม่ต้องการ
หลายคนมักบอกว่า ความรู้สึกคนเรามักเปลี่ยนแปลงไม่ได้  แต่เราก็มักคิดไม่ตรงกับคนอื่นเค้า...ก็คือ  เราคิดว่าทุกความรู้สึกของเราสามารถเปลี่ยนแปลงมันได้  ถ้าเรารู้วิธีบังคับมัน
 
แม้ทั้งเหตุและผล รวมทั้งโชคชะตาด้วย  ทำให้เรารู้สึกอะไรบางอย่างที่ไม่สมควรจะรู้สึก  กว่าจะรู้ตัวก็สายไปซะแล้ว  เราพยายามจะกลับปรับเปลี่ยนความรู้สึกให้กลับไปเป็นเหมือนเดิม แต่มันก็แอบทำให้รู้สึกว่า  เอ...หรือว่าความรู้สึกมันเปลี่ยนแปลงไม่ได้จริงๆน้า...อืม...ไม่จริงน่า  ต้องมีวิธีสิ
 
ถ้า 3 สิ่งนี้มีผลกับความรู้สึกของเราจริงๆ  และเราเปลี่ยนคำว่า เวลา และเหตุผลไม่ได้  ...เหลือแต่ต้องควบคุมอารมณ์ตัวเองให้ดีแล้วล่ะ  แล้วความรู้สึกต่างๆเหล่านั้นมันคงจะหายไป...หายไป...พร้อมกับกาลเวลา
 
แต่แดนกับบีมบอกว่า... "เชื่อมั้ย  เวลา..ไม่เคยพอ"
 
เวลามันพอนะ  ถ้าไม่มีเงื่อนไขอื่นๆเข้ามาพัวพัน  แต่หากยืนอยู่บนเส้นด้ายแบบนี้  ไม่เชื่อมั่นในคำว่า...กาลเวลาเลย
 
อยากได้ช่วงเวลานั้นบ้าง  อยากได้เวลาบางช่วงเวลาที่เราอยากจะได้และไม่มีโชคชะตาหรืออะไรซักอย่างคอยพรากไป  แต่มันหมดแล้ว มันไม่เหลืออีกแล้วในช่วงเวลานี้และต่อจากนี้  คิดอะไรก็ไม่เป็นไปอย่างที่คิดซักอย่างเลยจริงๆ  เราต้องทนอยู่กับช่วงเวลาที่โชคชะตายัดเยียดให้อย่างนี้ต่อไปสินะ  เราพยายามต่อสู้กับมันทุกทางแล้ว  และยกนี้เราก็เป็นฝ่ายแพ้  ยิ่งทำอะไรไปมากเท่าไหร่  ก็ยิ่งมีเหตุการณ์มาตอกย้ำทำให้เรารู้ว่า  ยังไงก็ไม่สามารถเอาชนะโชคชะตาได้จริงๆ  จนหลายครั้ง เราก็นั่งหัวเราะกับตัวเองเหมือนคนบ้า และพูดว่า "ฮ่าๆ กรูกะแล้วว่าต้องเป็นแบบนี้ ...อีกแล้ว"  
 
ทำใจซะเถอะ ...นอนอยู่บ้าน ใช้เวลาให้คุ้มเถอะ
 
---------------------------------------------------------------------------------------------------------
 
ผ่านไป 4 วอร์ดแล้วสินะ  ตอนนี้เราเป็นเพียงไม่กี่คน  ผ่านจำนวนวอร์ดมามากกว่าคนอื่นๆทั่วไป  เพราะเล่นเก็บวอร์ดเล็กซะเรียบเลย เหลือแต่วอร์ดใหญ่  คราวนี้แหละ...ของจริง
 
ช่วงเวลาที่ผ่านมานี้  ไม่มีวันไหนเลยที่ให้ความรู้สึกที่เหมือนกัน  การเรียนที่เอานศพ.โง่ๆไปออกนอกกะลาบ้าง  บางครั้งมันทำให้ได้อะไรมากกว่า การจำอาการของโรคจากคนไข้และวิธีการรักษาโรคจากอาจารย์เยอะเลยทีเดียว  บางวันก็รู้สึกดี  บางวันก็ชุ่มชื่นใจ  บางวันก็เสียใจ  บางวันก็สงสาร  บางวันก็โกรธ  และบางวันก็...ทำให้เราฝึกปลงได้เหมือนกัน
 
มีเพื่อนร่วมวอร์ดมาถามเราว่า 
 
"เป็นไงมั่ง ผ่านมา 4 วอร์ด  ชอบหรือเกลียดวอร์ดไหนเป็นพิเศษหรือป่าว"
 "เอ่อ..........อืม...........ชอบทุกวอร์ดเลย  เท่าๆกันด้วย"
"จริงดิ  แปลกคนแฮะ"
 "อ่าว"
 
2 วอร์ดหลัง  รู้สึกว่าเราจะไม่ได้พล่ามอะไรเกี่ยวกับมันลงบนสเปซให้แปดเปื้อนเลย  แต่หลายความรู้สึกมันอธิบายยากจัง
 
แต่สิ่งที่เหมือนกันก็คือ  ช่วงเวลาที่ต้องปรับตัวในสัปดาห์แรก  มันเป็นช่วงเวลาที่เหนื่อยและอาจถูกอะไรบางอย่างบนวอร์ดทำร้าย  แต่ในสัปดาห์หลัง เรามักจะเจออะไรบางอย่างที่ทำให้เรารู้สึกถึงเสน่ห์ของมัน  แล้วก็ชอบมันซะงั้น  เป็นอย่างนี้ทั้ง 4 วอร์ดเลย
(แต่อาจจะเกลียดวอร์ดใหญ่ทุกวอร์ดเลยก็ได้นา  ใครจะรู้)
 
วอร์ดรังสี  แน่นอน หมอน้อยทั้งหลาย  วันๆต้องนั่งตายซากอยู่ในห้องที่มีแต่ฟิล์มขาวดำ  ดูด้วยความถึกและเร่งรีบเพื่อแข่งกับพระอาทิตย์ที่กำลังจะตกดิน  ทำไมน่ะหรอ พระอาทิตย์ตกดินแล้วจะมีอะไรล่ะ  ถ้าอยากรู้ว่ามีอะไรก็...ถามนอกรอบนะครับ มันน่ากลัว  พออีกสัปดาห์ก็ต้องมานั่งเรียนรังสีรักษา  ได้เห็นเทคโนโลยีใหม่ๆที่รู้สึกว่า  กรูไม่น่ามาเรียนหมอเลย อยากเรียนพวกวิดวะ มาประดิษฐ์ไอ้พวกนี้มากกว่าอ่ะ  น่าสนุกกว่าตั้งเยอะ  ส่วนเสน่ห์ของวอร์ดนี้น่ะหรอ  เราคิดว่าความรู้ของวอร์ดนี้เป็นอาวุธที่ร้ายกาจมากที่หมอควรจะม ความสามารถในการมองฟิล์มที่เหนือกว่าคนอื่นทั่วไป  จะทำให้ความสามารถในการวินิจฉัยโรคเหนือกว่าคนทั่วไปได้ก้าวหนึ่งเสมอ 
 
ตอนแรกขึ้นวอร์ดใหม่ๆ  สงสัยว่า ทำไมวอร์ดนี้ ถึงมีแต่อาจารย์กับพี่แพทย์ประจำบ้านที่เป็นผู้หญิง  พอเรียนไปซักพักถึงได้รู้ว่า  โอกาสที่แพทย์จะโดนรังสีแล้วเป็นหมัน  จะเกิดในผู้ชายมากกว่าถึง 5 เท่าเลย   บรื๋อ....สยอง
 
วอร์ดจิตเวช  สุดยอดแห่งความมันและความฮา แต่บางครั้งก็แอบเศร้าเคร้าน้ำตาอีกเหมือนกัน  ต้องมานั่งฟังคนไข้ที่เคยเป็นนักโทษเล่าว่าเค้าโดนซาตานเข้าสิงให้ฟัง  แบบว่าสนุกกว่า Davinci Code ซะอีก  ผ่านพ้นวอร์ดนี้มา ก็รู้สึกว่าคนทุกคนล้วนมีอาการทางจิตไปซะหมด แต่ไม่มากแค่นั้นเอง  จากที่เคยคิดว่า หมอจิตเวชจะมีความสุขได้ไงกับการที่ต้องเจอแต่คนไข้ที่คุยไม่ค่อยรู้เรื่องและแถมยังไม่ยอมให้รักษาอีก  แต่เสน่ห์ของมันก็คือ  วอร์ดนี้ไม่ได้รักษากายเหมือนวอร์ดอื่นๆ  วอร์ดนี้รักษาที่จิตใจ  คนไข้หายทีงี้ ยังกับได้เกิดใหม่เลยทีเดียว  และที่สำคัญก็คือ ความรู้และความสามารถทางจิตเวช  นำไปใช้ประโยชน์ในการดำเนินชีวิตได้เยอะเลยทีเดียว  เพราะเค้าจะรู้จักจัดการกับจิตใจตัวเองได้อย่างมีประสิทธิภาพ  สามารถอ่านความรู้สึกของตัวเองได้ขาด  อารมณ์เหมือนบรรลุธรรมอะไรซักอย่างไปขั้นนึงแล้ว  เราไม่เคยเห็นจิตแพทย์คนไหน มีปัญหาชีวิตเลยนะ  จัดการได้เองหมดเลย
 
แม้ความรู้เกี่ยวกับทฤษฎีบนวอร์ดต่างๆ มันจะไม่ต่างกันนัก สุดท้ายมันก็ไม่พ้นนั่งท่องจำอยู่ดีอ่ะแหละ  เพราะฉะนั้นไม่แปลกอะไรที่เราจะนั่งหลับเป็นเต๋าขณะนั่งเรียนเลคเชอร์ เหมือนที่เคยเกิดขึ้นเมื่อ 2-3 ปีก่อน  เป็นการตอกย้ำให้รู้ว่า เราไม่ได้เปลี่ยนแปลงตัวเองในทางที่ดีขึ้นเลยจากเมื่อก่อน  แต่เราเจออะไรที่เหมาะกับความต้องการของเรามากขึ้นต่างหาก  เลยพยายามเก็บเกี่ยวทุกสิ่งทุกอย่างที่ไม่ใช่ Lecture (อ่าว...ซะงั้น)  และแน่นอน...มันสนุก  น่าสนใจ  มันให้ความรู้สึกที่ดีมากๆกับการนั่งอ่านหนังสือเกี่ยวกับโรคที่คนไข้ที่เราเจอเมื่อกี้เค้าเป็น  รู้สึกดีมากๆที่พบและฟังอาจารย์พูดถึงคนไข้ตัวเป็นๆ มาป่วยให้ดูจริงๆ และแบกรับความทุกข์จากการป่วยมาจริงๆ(ทั้งๆที่พูดเหมือนในเลคเชอร์น่ะแหละ  แต่ตอนนั้นเจือกไม่อยากฟัง)  ในโฆษณานมเด็ก  เค้าบอกว่า "เด็กแต่ละคน ชอบที่จะเรียนรู้ในวิธีที่แตกต่างกัน"  เราแก่ถึงขนาดนี้ จะเป็นหมออยู่แล้วด้วย  ยังมานั่งเรื่องมาก เลือกวิธีที่จะเรียนรู้อยู่นั่นแหละ  แล้วมันจะเก่งขึ้นมาซักวันได้ไงล่ะเนี่ย  แต่อย่างน้อยก็ทำให้รู้ตัวว่า  การตื่นเช้าโดยมีเหตุผลที่เข้าท่า มันก็ไม่ใช่เรื่องยากเลย  เราก็มีความสุขกับการเรียนหมอได้นี่หว่า
 
มีคนบอกกับเราว่า  โดยนิสัยเต๋าแล้ว คงจะมีความสุขกับทุกวอร์ด เพราะมักจะหาเหตุผลมาสร้างความสุขจากวอร์ดนั้นได้เสมอ  แต่คิดดูดีๆ มันอาจไม่เป็นอย่างนั้น  เพราะที่ผ่านมาเราเจอแต่อาจารย์ที่ดีๆที่เข้าใจนศพ.  แต่สำหรับนศพ.บางคนแทบจะต้องก้มหน้าโกรธจัดและกำหมัดไว้ข้างหลัง ขณะเจออาจารย์บางคน ด่าแบบไม่ไว้ชีวิตในบางวอร์ด  ถ้าเราเจอแบบนั้นบ้าง เราจะผ่านพ้นมาได้ไงกันน้า  ความรู้ยิ่งน้อยๆอย่างงี้ โดนทั้งซอยทั้งสับจนเละแน่เลย  ก็วอร์ดต่อไปนี่แหละ...เตรียมรับมือซ้า
 
-----------------------------------------------------------------------------
 
จะมีซักกี่อาชีพนะ  ที่ต้องเรียนรู้และเข้าใจสังคมทุกรูปแบบอย่างงี้
ต้องเจอทั้งโคตรรวยไปจนถึงขอทาน
ต้องเจอทั้งผู้มีอิทธิพลไปจนถึงนักโทษ
..............
ก็จะได้รู้กันไปไงว่า
โลกอีกหลายด้านที่เราไม่ได้อยู่น่ะ มันเน่าเฟะแค่ไหนแล้ว  ไอเราก็เพิ่งจะรู้เหมือนกัน
 
...อมิตตาพุธ...
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
  
June 17

...เงื่อนไขของคำว่า "โชคชะตา"...

 
-------------------------------------------------------------------------------------------------
-------------------------------------------------------------------------
-----------------------------------------------
 
เพลง : ไม่รู้ (ว่าจะจบเช่นไร)
ศิลปิน : ฟิล์ม รัฐภูมิ
อัลบั้ม : OST รักนะ 24 ชั่วโมง


ไม่รู้ว่ามีเวลา...ที่เหลือซักนานเท่าไหร่
จะพอได้ใกล้ชิดเธออีกนานไหม...
ฟ้ามันคงเปลี่ยนสี...หากจะไม่มีเธอต่อไป

ก็ฉันนั้นควรทำใจ...หรือฉันนั้นควรเดินไป
ตามทางที่ใจตัวเองขีดเอาไว้
ถามตัวเองอีกที...ได้แต่ถามตัวเองอย่างนั้น

ไม่รู้ว่ามันจะจบเช่นไร...
รักไม่มีทางให้ไป...จะทำยังไงบอกฉันที
ไม่รักก็คงไม่ทรมาน...อย่างนี้
หรือว่าในทางที่ดีฉันควรจะไป

ฉันว่าในทางที่ดีฉันควรจะไป...ไปให้ไกลเธอ
    
-----------------------------------------
---------------------------------------------------------------
------------------------------------------------------------------------------------
 
...โชคชะตา  ได้สร้างเหตุการณ์ต่างๆให้กับคนทั่วไปมากมาย  ได้สร้างเรื่องบังเอิญให้เราได้มาเจอกัน  ได้รู้จักกัน  ได้พบเจอเหตุการณ์ที่ทำให้มีความรู้สึกที่ดีๆต่อกัน...โดยบังเอิญ  แต่มันก็เท่านั้น...เท่านั้นจริงๆ... เราไม่มีทางเดินทางต่อไปด้วยตัวเราเองได้   ตราบใดที่โชคชะตา.....ยังไม่ได้อนุญาต
 
อาจเหมือนเรื่องตลก  อาจคิดว่าฟ้ากลั่นแกล้ง เมื่อก่อนเคยคิดอย่างนั้น...แต่เปล่า  บางช่วงเวลา ฟ้าเลือกเข้าข้างเราอย่างหาเหตุผลไม่ได้  เลยทำให้รู้สึกว่า...
 
...โชคชะตาไม่ได้กลั่นแกล้ง  แต่โชคชะตากำลังกวนตรีนกรู....ลูบหลังแล้วตบกบาลหัวทิ่มซะงั้น
 
เมื่อเราพบเจออะไรที่เลวร้าย  เราก็ได้แต่ปลอบใจตัวเองว่า  เป็นการชดใช้กรรม และหวังว่าซักวันเรื่องแย่ๆนั้นจะจบ หมดเวรหมดกรรม 
แต่....แต่แต่แต่แต่แต่ๆๆๆๆๆ
 
...นี่มันแค่กวนตรีน...มันไม่ได้ให้ตรูชดใช้นี่หว่า...แล้วมันจะจบ เมื่อเวลาผ่านไปได้ยังไง   เวลาที่ผ่านไป มีแต่จะทำให้อะไรมันแย่ขึ้นเรื่อยๆ  เราพยายามจะหาทางออกด้วยตัวเราเอง พยายามจะมองหาแสงสว่างที่เล็ดรอดออกมากองก้อนหินบนพื้นถนน  แต่...ไม่เจอซักที  เราพยายามจะคิดในแง่ดีว่า  โชคชะตาได้สร้างอุปสรรคให้เราได้ลองพิสูจน์ความรู้สึกของตัวเองอีกแล้ว  หากเราผ่านไปได้แล้ว  เราคงจะเข้มแข็งและเข้าใจอะไรมากขึ้นอีก  แต่ว่า...ให้ตายสิ  นึกไม่ออกเลยว่าเราจะผ่านไปได้ยังไง   หรือเป็นเพราะว่า ...เราเดินทางและพยายามจะแก้ปัญหาด้วยตัวเองเพียงคนเดียวมากเกินไป  หรือเป็นเพราะเราเกรงใจคนอื่นมากเกินไป  หรือเป็นเพราะ...เรายังไม่เข้มแข็งพอที่จะอยู่กับมัน
 
ชาติที่แล้วเราทำอะไรไว้น้า....เหมือนซื้ออาหารให้หมาแต่ไม่ยอมเปิดกระป๋องให้  ประมาณนั้นเลย...
 
จนถึงตอนนี้  ความพยายามทั้งหลาย ก็ต้องยอมซูฮกต่อโชคชะตาโดยหลีกเลี่ยงไม่ได้   ทำได้เพียงอย่างเดียวคือ
...เฝ้ารอเวลาที่โชคชะตาจะอนุญาตให้เราเดินทางต่อไป  รอแบบไม่มีความหวังซะด้วยสินะ...
 
-----------------------------------------------------------------------------------------------------
 
ตอนนี้กำลังเมามันกับการขึ้น Preventive Medicine ซึ่งตอนปี 2-3 เป็นวิชาที่เราแทบจะ....ไม่เคยเข้าเรียน!!!!
เมื่อก่อนคิดว่าวิชานี้เป็นวิชาที่สามารถอ่านเองได้  อารมณ์เหมือนนั่งเรียนสังคม  เลยทำให้ไม่ตั้งใจเรียน และก่อให้เกิดการหลับในห้องภายในเวลาเพียงรวดเร็ว  ซึ่งในจุดนี้....เราก็กะไว้แล้วล่ะ  เลยพยายามจะเปลี่ยนแปลงอะไรในทางที่ดีขึ้น  พยายามเปลี่ยน "การหลับในห้องเรียน" เป็น "การหลับนอกห้องเรียน" ซะเลย  555+  และก็เป็นอย่างงั้นมาตลอด...ทั้ง 2 ปี
 
....จนเมื่อเราได้มาเจอ Ward นี้อีกครั้ง  เห็นตารางสอนแล้วแทบช๊อคเพราะว่า  "เกือบทุกคาบเป็นเลคเชอร์"  เป็นสิ่งเราเกลียดมาตั้งแต่ปี 1 และต้องเผชิญกับมันต่อไปโดยที่...
 
...เรียนเป็นกลุ่มย่อย  และ แน่นอน ...ไม่สามารถหลับได้... (--")
 
เราคิดว่ามันจะสร้างช่วงเวลาที่เลวร้ายสุดขีดสำหรับเรา  แต่เปล่าเลย ...เราเข้าใจแล้วล่ะว่า ทำไมยังต้องเอาวิชานี้มาสอน 
ทั้งๆที่หลายคนกลับมองว่ามันไร้สาระ และเนื้อหาซ้ำซ้อนกับวิชาอื่น  เกือบทั้งหมด
 
เคยได้ยินมาจากการ์ตูนว่า  หมอศัลย์ที่เก่งที่สุด ไม่ใช่หมอที่ผ่าตัดได้หายทุกโรค  แต่...หมอศัลย์ที่เก่งที่สุด คือหมอที่รู้ว่า ควรทำอย่างไรจึงจะไม่ต้องผ่า
 
ภาควิชานี้  สอนให้เรารักษาคนไข้ที่จิตใจโดยแท้   ภาควิชาอื่นอาจจะเน้นให้นักศึกษาแพทย์รู้ว่า  ทำอย่างไรจึงหายจากโรค  แต่ภาควิชานี้จะพยายามให้ใช้ความรู้ที่เรามีถ่ายทอดให้คนไข้รู้ว่า  เราจะใช้ชีวิตอยู่กับโรคที่เป็น อย่างไรให้มีความสุข  ดำเนินชีวิตอย่างไร ไม่ให้เกิดทุกข์จากโรคนั้นมากขึ้น  ก็เท่านั้นเอง...
 
เคยออกตรวจ OPD กับอาจารย์ท่านนึง  ปกติแล้วการตรวจผู้ป่วยนอก มักแข่งกับเวลาจนเราเองมักจะสงสารคนไข้  ที่เหมือนจะไม่ได้รับความห่วงใยจากหมอ  แต่...อาจารย์คนนี้  ใช้เวลาคุยกับคนไข้และครั้งละเกือบชั่วโมง  ถามหมดทุกอย่างตั้งแต่โรค จนถึงความเป็นอยู่ และสภาพโครงสร้างของบ้าน  บางครั้งเห็นอาจารย์ถามคนไข้ไร้สาระจนเราแทบง่วง  นั่งรอให้คนไข้เล่านู่นเล่านี่มากมาย จนเรารู้สึกสงสารคนไข้ที่รอคิวอยู่  แต่พออาจารย์สรุปให้ฟังว่า  ข้อมูลนี้เอาไปใช้ทำประโยชน์อะไรกับคนไข้ได้ มักจะทำให้เราแทบอึ้งไปเลยทีเดียว   คุยตั้งนาน สุดท้ายก็ไม่ได้ยาซักเม็ด  แต่ที่ได้รับไปกลับเป็นรอยยิ้มซะงั้น  นี่เองใช่มั้ยที่เค้าเรียกว่า "การรักษาแบบองค์รวม"  คนไข้ไม่จำเป็นต้องหายจากโรคก็ได้  ขอแค่มีความสุขกลับไป  ก็ถือว่าหมอทำหน้าที่ได้สมบูรณ์แบบแล้วล่ะ
 
เพราะฉะนั้น  หมอในภาควิชานี้ไม่จำเป็นต้องเก่งแบบเทพ  ขอแค่เข้าใจคนไข้และมีคำแนะนำที่สร้างความสุขให้คนไข้ได้  ก็สุดยอดแล้วล่ะ
 
Preventive Medicine คือศาสตร์แห่งการป้องกันโรค  เนื้อหาเลคเชอร์มากมาย เราจำไม่ค่อยได้  ...แต่เรารู้สึกว่า เราจะเจออะไรดีๆเข้าให้แล้วล่ะ...
 
 
 
คนไข้เอดส์บางคนก็มีความสุขมากกว่าคนไข้ที่มาร.พ.เพราะเป็นแค่"สิว"ได้เหมือนกัน
สุดท้ายคำว่า  "หมอ"   คืออะไร   คงต้องหาคำตอบกันต่อไป
...To Be  Continued
  
 
 
 
 
 
 
 
May 30

...เงื่อนไขของเวลา...

 
ด้วยเงื่อนไขของคำว่า "เวลา" ได้สรรค์สร้างความรู้สึกต่างๆมากมาย
 
เวลาที่น้อยเกินไป...การที่มีอะไรทำอยู่ตลอดเวลา...ความยุ่งทำให้ไม่มีโอกาสได้ดูแลความรู้สึกของตัวเอง...เกิดเป็นความเหนื่อยกายที่ทรมาน
เวลาที่มากเกินไป...การที่วันๆไม่มีอะไรทำ...ความว่างมันกลับเปิดโอกาสให้ความคิดอะไรต่างๆวิ่งไปวิ่งมามากเกินเหตุ...เกิดเป็นความเหนื่อยใจที่ทรมานเช่นกัน
 
...เพิ่งรู้ว่าทรมานกว่าซะอีก...
 
หลายคน...คาดหวังบางสิ่งบางอย่างไว้กับ...เวลา
หลายคน...คาดหวังว่า  เวลาจะช่วยแก้ไขปัญหาบางสิ่งบางอย่างได้
หลายคน...คาดหวังว่า  เวลาเปลี่ยน  อะไรหลายๆอย่างน่าจะเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้น
แต่ก็หลายคนอีกนั่นแหละ...กลับลืมไปว่า  อะไรที่น่าจะเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้นนั้น  มันอาจจะเปลี่ยนไปในทางที่แย่ลงได้เหมือนกัน
 
...และมันจะแย่ลงไปเรื่อยๆ ตามกาลเวลาที่ผ่านไป  หากไม่ทำอะไรซักอย่างขึ้นมา...
 
เวลาที่เลยผ่าน  ได้แต่งเติมความรู้สึกนึกคิดให้เปลี่ยนแปลงไปอยู่ตลอดเวลา  แต่มันกลับไม่เสมอไปสำหรับบางความคิดและสำหรับบางคน
บางความคิดที่เกิดขึ้นกับตัวเอง  หากเราต้องการเปลี่ยนมัน  ก็แค่พยายามตอกย้ำเหตุผลให้จิตใต้สำนึกได้เข้าใจ ว่าเราต้องคิดแบบนี้เพราะอะไร...
...เมื่อเวลาผ่านไป จิตใต้สำนึกจะสั่งให้สมองเรา  คิดในแบบที่เราต้องการได้...ในสักวัน   เราเชื่ออย่างงั้น...
 
...แต่คนอื่นๆทั่วไป มันเป็นแบบนั้นหรือปล่าวล่ะ...
 
เราจะไม่เชื่อ  และไม่ศรัทธา คำว่า "กาลเวลา" อีกแล้ว
เราเนี่ยแหละ  จะต้องเป็นผู้กำหนดทุกอย่างด้วยตัวเอง
คำว่าเวลา...มันทำร้ายเรามานานมากแล้ว
ถึงเวลาที่ต้องอาศัยความกล้า และก็ดวงชะตาอันน้อยนิดของเราแล้วล่ะ
 
---------------------------------------------------------------------------------------------------------------
 
ช่วงนี้กะลังเมามันกับการขึ้น Elective  พี่ๆบอกว่าเป็นช่วงเวลาที่วิเศษ เป็นไม่กี่ช่วงเวลาของนักศึกษาแพทย์ที่จะได้พักผ่อนอย่างเต็มสูบ
วิชาเลือก Orthropedics ซึ่งตามตารางสอนแล้ว เรียนแค่ครึ่งวันเช้าเท่านั้น  ไม่ได้อารมณ์นักศึกษาแพทย์ซักเท่าไหร่เลย  เดินเรียนกะปี 5 แค่ครึ่งวันเช้า ตอนบ่ายว่าง  เพราะฉะนั้น เราจึงมักเสนอหน้าไปเรียนกับพี่ๆในช่วงบ่าย  แต่มักโดนพี่ๆตอกกลับมาว่า
 
"น้องจะมาเรียนทำมายย  Elective เค้าเอาไว้พักผ่อนนะน้อง  เสียดายเวลาแทนน้องๆจัง"
 
เอ่อ....
คำว่า  "พักผ่อน"  เค้าจะทำกันเวลาเหนื่อย นะคราบบบบบ  ไม่ใช่เวลาที่ พลังกายมันเต็มMAXอย่างงี้ 
 
การขึ้น Ward เบาๆก่อนมันแย่อย่างงี้นี่เอง
 
คนอื่นๆเค้าได้พักผ่อนกัน  ในยามที่เหนื่อยและเพิ่งเสร็จสิ้นมาจาก Ward ใหญ่ๆ
แต่เรานี่สิ...
 
การได้กินเป๊ปซี่เย็นๆ ...ในตอนเหนื่อยสุดขีดกับตอนอยู่ในห้องแอร์... ความสุขมันต่างกันเยอะนะคราบบบบ...
โลกนี้  ช่างไม่ยุติธรรม....แง้ๆๆๆๆ
 
หลายคนที่อยู่ปี 4 มักจะบอกว่า  ตัวเองดูโง่ๆยังไงไม่รู้ อยู่ไปก็เกะกะ Ward นั้นเปล่าๆ ทำอะไรก็ไม่ค่อยเป็น  รู้สึกแย่จัง
เลยอยากจะบอกว่า  "แค่เกะกะ Ward เองหรอครับ  เคยรู้สึกว่าตัวเองเกะกะโรงบาลมั้ยครับ  ตอนนี้ข้าน้อยรู้สึกอย่างงั้นเลยล่ะ"
 
...และสุดท้ายก็ต้องต่อสู้กับความเหงาต่อไปอีกหนึ่งเดือน  อยากเหนื่อยกายแล้วโว้ยยยย  อยู่ว่างๆอย่างงี้มันเหนื่อยใจชะมัด...
 
ขี้เกียจทะเลาะกับเงื่อนไขของเวลาแล้วโว้ยยยย 
เวลา 1 ปีที่ทางคณะจัดมาให้เรียน Ward เหมือนๆกัน  แต่ช่วงเวลาที่แตกต่างกันออกไปนั้น
 
ยังสร้างความรู้สึกที่แตกต่างกันได้เลย  ให้ตายสิ...
 
ไม่ว่างพออย่างงี้  คงไม่คิดเขียนอะไรพิเลนๆอย่างงี้ได้นะเนี่ย  ให้ตายเถอะ....