| TaO's profile*.~.*:: Welcome To :~:-...BlogListsGuestbook | Help |
|
January 18 ...ถนน...(ภาค 2)...กลับมาสู่ถนนอีกครั้ง หลังจากที่คราวที่แล้วจบได้น่าเกลียด ซึ่งตรงตามจุดประสงค์ที่เราต้องการแล้ว วันนี้เรามาเดินทางต่อดีกว่า...
บนถนน...ตลอดการเดินทางที่วุ่นวายและยาวนาน ก็ไม่แปลกที่ข้างทาง มักจะมีอู่รถตั้งไว้เป็นระยะๆ เพื่อให้รถแต่ละคนได้เข้าไปจอด
หลายๆคนมักเข้าไป
เพื่อที่จะ...เติมพลังงานเมื่อมันใกล้หมดถัง
เพื่อที่จะ...นอนพักผ่อน และหยุดคิดเพื่อการเดินทางวันต่อไป
เพื่อที่จะ...เข้าไปจูนเครื่องยนต์ให้มีความเหมาะสมกับเส้นทางข้างหน้า
รวมไปถึง...ปรับแต่งเครื่องยนต์ใหม่ ให้มีความแรง และเร็วมากยิ่งขึ้น
...หรือเข้าไปทำอะไรก็ตามแต่...
แต่หลายๆคน ก็มักจะมองข้ามสิ่งสำคัญสิ่งนึงไป นั่นก็คือ สำรวจสภาพของยางล้อรถ ให้มีความสัมพันธ์กับพื้นถนน เราเปลี่ยนพื้นถนนไม่ได้ แต่เราสามารถเปลี่ยนยางให้เข้ากันได้ ทำไมทุกคนถึงมองข้ามไปล่ะ...ก็เพราะทุกคนมักให้ความสำคัญแต่กับเครื่องยนต์และฝีมือการขับแค่นั้นน่ะสิ...
เพราะถนนหลายๆสาย ที่มีสภาพที่ราบเรียบ มีสิ่งกีดขวางไม่มากนัก หรือมีพื้นผิวถนนที่ไม่ขรุขระเท่าไหร่ การใส่เครื่องยนต์ที่มีความแรงและความเร็วสูง การใส่ยางที่ราบเรียบไร้ลูกดอก จะทำให้เกาะถนนเรียบๆได้ง่ายขึ้น ซึ่งทำให้รถคันนั้นสามารถทะยานพาเราไปสู่จุดหมายได้อย่างรวดเร็วและไม่ยากเย็น แต่นั่นหาใช่ถนนทุกสายไม่...
แต่สำหรับถนนที่มีความขรุขระมากๆ การซิ่งรถด้วยความเร็วและความแรง รวมถึงการใส่ยางที่ไม่เหมาะกับพื้นถนน มันก็ไม่ต่างจากการฆ่าตัวตาย ยิ่งเดินทางมาไกลมากขึ้น ก็เหมือนการขับรถขึ้นเขาที่สูงจากพื้นดินมากขึ้น เครื่องยนต์ที่วิ่งด้วยความเร็วสูงเป็นระยะเวลานานๆ โอกาสที่จะร้อนและระเบิดจนพรวดแหกถนนจนตกเขา จึงเป็นเรื่องที่ปกติไป และการใส่ยางแบบถนนธรรมดา ก็ไม่สามารถทำให้รถและถนนเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันได้ รถจึงปัดไปปัดมาได้อย่างง่ายดายได้เช่นกัน
หากรถคันนึง ที่เคยวิ่งอย่างเต็มฝีเท้า ไม่ต่างจากเม่นสายฟ้าตัวน้อยๆ ที่ไม่ค่อยมองอะไรรอบข้างหรือแม้แต่สังเกตุสภาพพื้นถนนเลยด้วยซ้ำ ด้วยเหตุที่ว่าเจ้าของรถมักเอาแต่ ใส่ใจกับทางข้างหน้ามากเกินไป ใส่ใจกับจุดหมายปลายทางมากเกินไป จนลืมไปว่า ความสุขที่แท้จริงจากการเดินทางคืออะไร ถ้าจะร่วงตกเขาไปก็สมควรอยู่ หากไต่ขึ้นมาแล้วทำให้เจ้าของรถได้เรียนรู้อะไรมากขึ้นบ้าง ก็คิดซะว่าเป็นเรื่องดีๆ อันน้อยนิดที่บังเอิญเกิดขึ้นมา จากเหตุการณ์งี่เง่าเหล่านี้
แต่ถ้าเป็น Nissan Skyline GTR ก็จะทำให้การเดินทางเร้าใจมากยิ่งขึ้น และด้วยยางชนิดพิเศษที่สร้างมาเพื่อสัมพันธ์กับพื้นถนนแบบนี้ จะทำให้รถและถนนเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันมากยิ่งขึ้น ควบคุมรถได้ง่ายขึ้น เพราะเราไม่สามารถเปลี่ยนพื้นถนนได้อยู่แล้ว สิ่งที่ควรทำก็เพียงเปลี่ยนยางให้เข้ากันเท่านั้น เพราะฉะนั้น ลืมไปเลยกับการเดินทางที่เหน็ดเหนื่อยและเหมือนจะทรมาน ถ้าการเดินทางจะทำให้รู้สึกเหมือนการขับรถเสี่ยงตายบนเขา เราจะหาความสุขจากการเดินทางได้อย่างไร ถึงเวลาแล้วสินะ ที่จะต้องสร้างนิยามบทใหม่ของการเดินทางซะที
จากที่เคยให้ความสำคัญกับจุดมุ่งหมายของการเดินทาง แต่บัดนี้ มันคงไม่สำคัญอีกแล้ว เพราะสิ่งที่สำคัญกว่าก็คือ...
...ความสุขจากการเดินทางนั่นเอง...
ไงล่ะ...งงอีกแล้วล่ะสิ
อาจมีบางคนสงสัยถึงคำว่า Skyline ที่อาจคิดว่าเป็นแค่รถธรรมดา
แต่มันมีความหมายมากกว่านั้น เพียงแต่มันนามธรรมเกินไปหน่อย หาคำพูดมาพล่ามไม่ถูกเหมือนกัน
ถ้าไม่ลืม เราจะพยายามบอกเล่าที่มานะ...
...จากที่เคยทำอะไร...
ที่เหมือนจะต้องการเปลี่ยนแปลงอะไรบางอย่าง
โดยที่เราเองก็ไม่ได้ตั้งใจ...จริงๆด้วยล่ะ ทำไมเราเพิ่งสังเกตเห็นนะ...ไม่ควรเลยเรา
...เฮ้อ เข้าใจอะไรมากขึ้นอีกแล้วสินะเรา...
แปลกที่คราวนี้ฟ้าเลือกอยู่ข้างเรา ที่ไม่ปล่อยให้อะไรมันสายเกินไป
January 06 ...สรุปการเดินทาง ภาค 2...ก่อนอ่านอันนี้ อ่านข้างล่างก่อนนะ วันนี้แบบว่าไฟแรงน่ะ อัพ 2 อันเลย...
ขึ้นปีใหม่แล้ว มีสิ่งหนึ่งที่อยากเขียนลงที่นี้ คือ สรุปแผนภูมิชีวิตเหมือนที่ปีที่แล้ว ได้คลอดออกมาเล่นๆ แต่อ่านๆดูแล้ว เป็นการเรียบเรียงความคิดที่วุ่นวายได้ดีทีเดียว
จำได้ว่าปีที่แล้ว ... เราเขียนไว้ว่า มันเป็นปีที่เราเติบโตขึ้นมาก แต่จนถึงตอนนี้ เราถึงได้รู้ว่า เราคิดผิด เราไม่ได้เติบโตขึ้นเลยด้วยมั้ง มันน้อยนิดมากๆ ... เทียบกับปีนี้
Happy New Year 2007 นะ
(สำหรับคนที่ยังไม่ได้อ่าน Entry เพี้ยนๆด้านล่าง)
ปีก่อนนู้น ประสบการณ์ชีวิตประหลาดมากมายที่เกิดขึ้น ล้วนเกิดจากการถูกอัดและยัดเยียด บทเรียนบางอย่างที่มีค่า แต่เรามักกลับปล่อยมันผ่านไป คงเป็นเพราะเรายังคงปิดดวงตาที่จะเรียนรู้มัน
แต่คงเป็นเพราะความเจ็บปวดจากในหลายๆเรื่องนี่เอง ทำให้ดวงตาของเราเริ่มเปิดอ้าขึ้น เพื่อที่จะ...
พยายามมองไปรอบๆเพื่อที่จะค้นหาโลกของตัวเองและสร้างเกราะป้องกันตัวเองจากความเจ็บปวดที่วิ่งเข้ามาจากรอบด้าน
พยายามเรียนรู้ที่จะอ่านเกมส์และคาดการณ์เพื่อให้ชีวิตเดินไปอย่างที่ต้องการโดยไม่ได้รับความผิดหวังซ้ำซ้อน ที่มักเกิดขึ้นบ่อยๆแบบปีที่แล้ว จากการที่ไม่เอาข้อผิดพลาดมาเป็นบทเรียน
พยายามเก็บเกี่ยวทุกแนวคิดที่ดีและประมวลผลความคิดตัวเองบ้าง ...แต่สุดท้ายก็ก่อเกิดความคิดเพี้ยนๆของตัวเองออกมา เพิ่งรู้ว่าตัวเองก็เพี้ยนใช่ย่อยเลย
พยายามเปิดใจและอยู่กับตัวเองเป็นระยะๆ พยายามถ่ายทอดความรู้สึกของตัวเองเป็นข้อความ เพื่อที่จะเข้าใจตัวเองให้มากขึ้น...กว่าแต่ก่อน
และสุดท้าย...พยายามมองให้กว้างและทุกมุมมองที่สุดเพื่อที่จะอยู่ร่วมกับทุกสิ่งมีชีวิตในสังคมได้อย่างเป็นสุข นั่นก็คือ พยายามเข้าใจทุกคนที่ผ่านมาในโลกของเรานั่นเอง
สรุปก็คือ เปิดตาและเปิดใจ เก็บเกี่ยวทุกเหตุการณ์ในชีวิต มาเป็น "บทเรียน"
ปีที่แล้ว มีเหตุการณ์ไม่มากหรอกนะ ที่ผ่านเข้ามาแต่งเติมชีวิตของเรา แต่ทุกเหตุการณ์ มันพลิกชีวิตและโลกแห่งความคิดของเราไปเลยทีเดียว
ต้นปี เราทำงานเลขาฯค่ายอาสาฯ สุดยอด HiLight ของชีวิต ชาวค่ายทุกคนที่ผ่านช่วงเวลาเหล่านี้มา จะไม่มีทางลืมเลือนอย่างแน่นอน เราต้อง...
แบกรับความคาดหวังของพี่ค่ายพรรคเทพและพรรคมาร รวมถึงความอยู่รอดของชมรมที่เก่าแก่มากว่า 40 ปี
แบกรับความกดดันและความเครียดจนถึงขีดสุด แต่บ่นกับใครไม่ได้ เพราะเพื่อนๆเครียดกันมากกว่าเราซะอีก....--" แบกรับความทรหดเยี่ยงทาสจากการทำงานวันละ 21 ชั่วโมงทุกวัน ก่อเกิดความง่วงแบบเรื้อรังยาวนานถึง 17 วัน ...ทำให้การวูบหลับบนโครงหลังคากลายเป็นเรื่องปกติ ตราบใดที่มือเกี่ยวทันก็ยังไม่ตกมาตายล่ะวะ
แบกรับความรู้สึกเป็นห่วงและสงสารคนรอบข้างโดยที่ เราทำอะไรไม่ได้เลย
...และรวมทั้ง...
แบกรับความรู้สึกประหลาดๆ ที่ทำให้เราอยากเป็นส่วนหนึ่งของอาสาต่อไป...เย่ๆ
แต่ที่สำคัญที่สุด...
ตั้งแต่เริ่มรับงาน จนจบงาน ใช้เวลาประชุมรวมกันทั้งหมดประมาณ "200 ชั่วโมง"...
การประชุม ที่หลายๆคนต่างมองและให้ความสำคัญกับผลสรุปจากการประชุม
...แต่ที่นี่ มันต่างออกไป...
สิ่งที่ที่นี่ต้องการก็คือ กระบวนการทางความคิดหรือ Process ที่มีประสิทธิภาพของน้องกรรมการ ก่อนที่จะออกมาเป็นผลสรุปจากการประชุมที่จะนำไปปฏิบัติต่อไป
เพราะฉะนั้น ถ้า Process ไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอ ถ้าคิดว่าการประชุมครั้งนี้ ...น้องๆกรรมการ ไม่ได้อะไรกลับไปจากการประชุม...
พี่ๆจะไม่ยอมปล่อยให้น้องๆไปนอน แต่สำหรับผลสรุปจากการประชุม จะเป็นรูปแบบไหนก็ได้ พี่ค่ายจะไม่ค่อยแคร์
...แปลกดีแมะ...
พี่ๆมักบอกเสมอว่า น้องๆไม่มีทางเข้าใจหรอก ว่าพี่ๆต้องการอะไรจากน้องๆ แต่พอน้องได้รับมาแล้ว น้องจะเข้าใจเอง ว่าน้องได้รับอะไรกลับไปบ้าง และมีประโยชน์ยังไง
เราเองกว่าจะเข้าใจ ก็ต้องรอหลังบวชนู่นแหนะ และเข้าใจอย่างถ่องแท้จริงๆ ก็เมื่ออาทิตย์ที่แล้วนี่เอง... ที่เราได้เห็นบรรยากาศการซอยน้อง เหมือนที่เราเคยโดนเมื่อปีก่อน
...สะใจจริงๆ... เริ่มสนใจพรรคมารแล้วสิเรา
มองย้อนกลับไป เราได้อะไรกลับมาล่ะ แล้วได้กลับมาได้ไงล่ะเนี่ย สิ่งที่เราได้รับจาก 200 ชั่วโมง มันเป็นนามธรรมล้วนๆเลยล่ะ
สิ่งที่เราต้องทำในการประชุมก็คือ รับรู้และประมวลความคิดที่เข้าใจยากๆของเพื่อนๆและพี่ๆหลายๆคน ให้ออกมาเป็นผลสรุปที่ทุกคนยอมรับโดยทั่วกัน...เหมือนง่ายเนอะ
แต่ไม่ใช่เลย...ความคิดแต่ละคนล้วนมีเหตุผลเป็นของตัวเองทั้งนั้น ใครผิดใครถูกวัดกันไม่ได้เลย ยิ่งช่วงท้ายๆของค่าย ความง่วงทำให้ความคิดที่ดีของพี่ๆและเพื่อนๆ...มันเป็นภาษาต่างดาว เรามึนหรือเค้าพูดไม่รู้เรื่องก็ไม่รู้ จับใจความไม่ได้เลย มีหลายครั้งต้องพยายาม"อ่านใจ" และจับความรู้สึกจากคำพูดที่เราฟังออกไม่กี่พยางค์ของคนอื่นด้วยซ้ำไป
และการพยายามสรุปก็ทำให้เราจัดระบบความคิดที่มั่วๆของหลายๆคนได้เป็นอย่างดี ยังคงต้องนั่งจัดทำแผนภูมิความคิดอยู่ทุกวันทุกคืน แข่งกับเวลานอนของเราเองและเพื่อนๆที่ใกล้ตาย ยังบอกกับตัวเองเสมอเลยว่า หากเราเข้าใจคนอื่นได้ง่ายกว่านี้ ทุกคนคงได้นอนกันเยอะกว่านี้มากเลยล่ะ การเข้าใจคนอื่นมันยากจังเลย
ไม่รู้สิ ตอนอยู่ในค่ายเราไม่รู้หรอกว่าเราได้อะไรจากการทำแบบนี้ แต่พอกลับมาใช้ชีวิตกับคนทั่วไปอีกครั้ง จึงได้รู้ว่า สิ่งที่ผ่านมา ทำให้เราเข้าใจความคิดคนอื่นง่ายขึ้นเยอะเลย และก็ความพยายามหลายอย่างที่เราพล่ามมา ใกล้จะเป็นความจริงแล้ว
แต่ก็มีบางข้อที่เรายังทำไม่ได้จนมีวันหนึ่ง เราตัดสินใจบวช...ออกไปอยู่กับตัวเองโดยสมบูรณ์แบบ
สำหรับจุดนี้ คงไม่พล่ามซ้ำให้เปลืองพื้นที่ การอยู่กับตัวเองแล้วได้อะไรบ้างนั้น ทุกๆคนคงทำกันได้ ถ้าช่วงเวลาที่ผ่านมาคือบทเรียนชีวิต การอยู่กับตัวเองครั้งนึงก็เหมือนกับการสรุปบทเรียน แล้วบางทีถ้าถูกเวลาซะหน่อยก็เหมือนกับการสอบเลื่อนชั้นเลยล่ะ มนุษย์จะไม่มีทางเปลี่ยนไปในทางที่ดีได้ ถ้าไม่ใช้เวลาลงไปพูดคุยกับตัวเองที่จิตใจบ้าง แค่จิตเหนือสำนึกก็เพียงพอแล้ว ไอ้ที่เราปณิธานไว้ก่อนบวชว่าเราจะเป็นคนใหม่ซะที จนตอนนี้ เราแค่รู้สึกว่าเรามองอะไรรอบตัวเปลี่ยนไป แต่เราเปลี่ยนไปบ้างรึป่าว เราคงตอบตัวเองไม่ได้...ต้องรอคำตอบจากคนรอบข้างเอาแล้วล่ะ
ที่สำคัญ...ได้แนวคิดอะไรแปลกๆมาเยอะมากเลยทีเดียว...มันไม่ได้ผุดขึ้นมาหรอก แต่เราขุดไปเจอมันเอง ถึงว่า...บางคนบวชแล้วไม่ยอมสึกกันเลยทีเดียว
โอยย...เราจะไม่พล่ามอีกแล้วว่า เราได้อะไรหรือเปลี่ยนไปยังไงบ้าง กลับไปอ่านดูอีกทีแล้วเหมือนคนแก่แดดเลยแฮะ....
จะว่าไป...ปีที่แล้วก็มีอีกเรื่องหนึ่งที่เปลี่ยนชีวิตเราไปมากไม่ต่างจากสองเรื่องแรกเหมือนกัน ...เพียงแต่มันยังไม่จบ เลยไม่มีโอกาสสอบเลื่อนชั้นซะที
ว่าแล้วก็...อยากกลับไปเป็นเด็กอีกครั้งจัง...เดินเส้นทางนี้ มันดูแก่เร็วยังไงไม่รู้แฮะ ยิ่งจะได้ขึ้นวอร์ดแล้วด้วย จะกลบเกลื่อนความโง่ของตัวเองยังไงให้มิดวะเนี่ย
เหลืออีกไม่กี่ปีแล้วมั้งที่จะได้อยู่กับตัวเองและเรียนรู้มัน
เมื่อการเรียนหมอใกล้จะสิ้นสุด
ก็ถึงเวลาที่ต้องอยู่เพื่อผู้อื่นซะแล้วสิ
January 05 ...ฝันร้าย ...หรือลางร้ายน้า...นานเท่าไหร่แล้วนะ...
ที่เราไม่ได้ฝันร้าย...ขนาดนี้
ให้ตายสิ...ทำเราเกือบร้องไห้แหนะ
นี่ก็เพิ่งตื่นมาซักพักแล้วล่ะ นอนไปแค่ 2 ชั่วโมง แต่ในความฝันมันช่างยาวนานเหลือเกิน แต่ก็ดีที่มันเป็นเพียงแค่ความฝัน
ปกติแล้วการฝันมันก็แค่เอาข้อมูลในจิตใต้สำนึกมาเรียงใหม่มั่วๆ จึงไม่แปลกอะไรที่ทุกครั้งที่ตื่นขึ้นมา เข้าสู่โลกแห่งจิตเหนือสำนึก ภาพแห่งความฝันจึงมักจะเลือนหายไปอย่างรวดเร็ว ไม่เคยจดจำมันได้ ไม่มีโอกาสได้เล่าถึงความสนุกสนานหรือความโศกเศร้าใดๆให้ใครฟัง สิ่งที่จดจำได้อย่างเดียวก็คือ...ความรู้สึกในตอนที่ฝัน ว่าเรามีความสุขหรือมีความทุกข์มากขนาดไหน สิ่งนี้แหละ ลืมไม่ลงจริงๆ
ใช่...ถ้ามีความสุขมันจะวิเศษมากเลยล่ะ หลายคนแทบจะอยากหลับลงไปเพื่อฝันต่อในเรื่องเดิม แต่ก็แปลกที่บางคนสามารถฝันเรื่องต่อจากเมื่อวานได้ พูดทางการแพทย์แล้วมันผิดธรรมชาตินะ
แต่...ถ้าในสิ่งที่ฝันมันเลวร้ายล่ะ นอกจากความรู้สึกแย่ๆที่ตามติดกลับมาจากความฝันแล้ว บางครั้งสิ่งที่ตามติดกลับมาก็เป็นรูปธรรมได้เหมือนกัน
...ก็น้ำตาไงล่ะ...
เราคงเล่าไม่ถูกว่า เราฝันอะไรไปเมื่อตะกี้ แต่ช่วงเวลาน่าจะซัก 10 นาทีสุดท้ายก่อนตื่น....เราจดจำช่วงเวลาเหล่านั้นได้ติดตาเลย วินาทีที่ทำให้น้ำตาเราเริ่มเอ่อออกมาในความฝัน
เมื่อตื่นขึ้นมา เราก็คิดในใจเล่นๆว่า ถ้าเป็นเรื่องจริง เราจะหลุดพ้นจากสถานการณ์แย่ๆนั้นได้อย่างไร อยากรู้ตอนจบที่แท้จริงของละคร พูดตามตรงว่า
...เราอยากกลับไปฝันต่อ ทั้งๆที่มีคราบน้ำตาติดอยู่...
แม้ว่าเราจะไม่สามารถติดตามเนื้อเรื่องอันแสนเศร้านั้นได้อีก...ไม่สามารถรู้ถึงตอนจบที่จะเกิด...แต่อย่างน้อยใช่ว่าชีวิตจริง จะไม่มีโอกาสได้เจอกับสถานการณ์แบบนี้
ถ้าเจอขึ้นมาล่ะก็...หนาวแน่
(ไม่ได้ฝันว่าเที่ยวดอยอินทนนท์นะครับพี่น้อง)
*~* HAPPY NEW YEAR 2007 นะพี่น้องทุกท่าน *~*
ฝันดีจงอยู่คู่ทุกท่านตลอดไปเน้อ
คนที่ร้องไห้ไม่ได้แสดงถึงความอ่อนแอ
...แต่แสดงถึงความอ่อนโยนต่างหาก
|
|
|