| TaO's profile*.~.*:: Welcome To :~:-...BlogListsGuestbook | Help |
|
November 28 ...ทำไมมีความคิดเหมือนคนอื่นบ้างไม่ได้น้า...เอ....ทำไมช่วงนี้อัพบ่อยจังแฮะ มีอะไรพิเศษรึป่าว
ก็เพราะว่าช่วงนี้สอบอยู่ไง
เรารู้สึกชินกับการอ่านหนังสือที่ไม่มีวันจบแล้วล่ะ หลายคนช่วงนี้ในคณะอาจจะอ่านกันจนได้นอนกันคนละไม่กี่ชั่วโมง แต่เรายังรักษา Concept เดิม คือวันละ 7 ชม.ได้เหมือนเดิม
กลางคืน 3.5 ชม. กลางวันอีก 3.5 ชม.(ต้องแบ่ง part นอนเพราะแอบอ่านไม่จบ) ยิ่งเสาร์อาทิตย์งี้กดถึง 9 ชม.เลยทีเดียว อ่านก็อ่านขำๆ แต่บางครั้งคามเครียดก็เข้าครอบงำได้เหมือนกัน จนทำให้บ่นไปบ่นมาว่า การอ่านนานๆทำให้เรารู้สึกคลื่นไส้ อยากจำได้เหมือนคนอื่นๆบ้าง อยากอ่านนานเหมือนคนอื่นได้บ้าง จนทำให้มีใครบางคนบอกกับเราว่า เต๋ายังอ่านได้ไม่เต็มที่เลย เต๋ายังทำได้ดีกว่านี้นี่ เต๋ายังพยายามได้อีกอยู่แล้ว ถ้าอ่านแล้วจะอ๊วก เด๋วมาเช็ดอ๊วกให้เลยอ่ะ สิ่งหนึ่งที่แวบขึ้นมาในใจ อยากตอบกลับไปตามที่ใจรู้สึก แต่มันน่าเกลียดเกินไปที่จะตอบกลับไปว่า
"..แหะๆ..จริงๆแล้วยังไม่ได้พยายามเลยด้วยซ้ำไป.."
น่าอายจริงๆ
เมื่อคืนนี้เอง ขณะที่กำลังตื่นมาแต่เช้าตรู่ เพื่อจะมาบรรเทาความ Severe จากเมื่อคืน(ก็อ่านไม่ถึงไหนเลยนี่หว่า)
แต่ก็เห็นซากเมท(ประธานชมรมนั่นเอง)กำลังตั้งใจนั่งอ่านให้จบก่อนพระอาทิตย์ขึ้น
เราคุยกันนิดหน่อย... แต่...จับใจความไม่ได้... แต่จำประโยคสุดท้าย ก่อนพระอาทิตย์จะขึ้น และซากนั้นก็หมดสติไป ว่า...
"...ที่อ่านเนี่ย ไม่ได้กะอ่านให้จบหรือเอาคะแนนเยอะๆหรอก แต่เผื่อมีปัญหาอะไร จะตอบคนอื่นได้ว่า กูพยายามจนถึงที่สุดแล้ว...เชดดดด...กูพูดอย่างงี้ก็เป็นด้วย..."
แล้วก็หลับไปเลย ทำให้เราสงสัยว่า...
มันละเมอรึป่าว...
(ไม่ใช่และ...ไม่ได้ละเมอหรอก ถึงจะเป็นก้อนหินก็เหอะ แต่เราชอบบทความในสเปซมันอ่ะ ลองเข้าไปอ่านดูนะ...แล้วมันเกี่ยวไรด้วยฟระ)
เอ..จะสงสัยไปทำไมล่ะเนี่ย เราคิดว่า ที่ไอนี่มันคิดอยู่อาจจะเหมือนเพื่อนๆทุกคนในคณะแหละ เพียงแต่...ยกเว้นเรา ความคิดเราแย่กว่านั้นมาก แย่จนยากที่จะบอกเป็นคำพูดได้ งั้นเปลี่ยนเป็นขอพิมพ์ละกัน เหอๆๆ
คำว่า "พยายาม" ของหลายๆคน อาจมีความหมายหลายระดับ -..- ไม่พยายาม..จะพยายาม..พยายามอยู่..พยายามมาก..พยายามมากที่สุด..พยายามเต็มที่แล้ว..ฯลฯ
แต่สำหรับเราแล้ว มี 2 ระดับคือ ไม่ได้พยายาม กับ พยายาม
เพราะเราคิดว่า คำว่าพยายาม คือ การทำทุกวิถีทาง อย่างสุดความสามารถ ที่จะทำบางสิ่งบางอย่างให้เป็นไปตามที่ต้องการ
ถ้าอย่างงั้น คำว่าจะพยายาม กับพยายามมากที่สุด ความหมายคงไม่ต่างกันคือ ทำอย่างสุดความสามารถแล้ว เท่านั้นเอง
ตลอดทั้งชีวิต มี 3 ครั้งเท่านั้น ที่เราใช้ความพยายามจริงๆ นอกนั้นคงพูดได้แค่ว่า "ตั้งใจ" เท่านั้นเอง หากลองย้อนกลับไปดูช่วงเวลาเหล่านั้น มองก็มองเห็นอะไรบางอย่างในตัวเรา ทุกครั้งที่เราใช้ความพยายาม นิสัยเราจะเปลี่ยนไป ไม่ใช่เราคนเดิม
เมื่ออยู่ในเวลานั้น..เราจะพยายามสร้างโลกส่วนตัวของเราขึ้นมา ทำตามความคิดที่คอยวิ่งวนอยู่ในนั้น ลืมทุกสิ่งทุกอย่างที่อยู่รอบกาย ไม่สนใจใครทั้งนั้น ลืมใส่ใจที่จะดูแลความรู้สึกของคนรอบตัวเรา ลืมแม้กระทั่งที่จะดูแลสภาพจิตใจที่ย่ำแย่ขึ้นเรื่อยๆของตัวเอง ความรู้สึกแย่ๆเกิดขึ้นกับคนผ่านไปผ่านมาค่อนข้างง่าย จนหลายๆครั้งเกือบที่จะต้องทะเลาะกับคนรอบข้างที่พยายามจะเอานิ้วแหย่เข้ามาในโลกของเรา เข้าใจว่าอาจเป็นห่วง แต่เรา Detect อะไรไม่ได้เลย ใช่...เราตอนนั้นมันอ่อนแอมากจริงๆ
ทั้ง 3 ครั้งล้วนเกี่ยวกับการพยายามกำหนดทางเดินชีวิตตนเองในอนาคต เราพยายามเรื่องการสอบเข้าที่โน่นที่นี่อย่างบ้าคลั่งทุกครั้งตั้งแต่ขึ้นมัธยม แต่การสอบเก็บคะแนนที่ รร. กลับปล่อยเละไม่เป็นท่า เราทุ่มเทกับการทำค่ายบางค่าย แต่กิจกรรมอื่นๆกลับไปไม่เอาไหนเลย
แล้วถ้าผิดหวังล่ะ ไม่เศร้าแย่หรอ ... คงไม่หรอก
เพราะถ้าทำไม่สำเร็จ เราจะสามารถบอกกับตัวเองได้ว่า ...เนี่ยแหละ ศักยภาพของเรา... หากจะผิดหวังก็คงไม่เสียใจเลย ฟ้ากำหนดมาแล้วล่ะว่าเราควรอยู่ตรงไหน...จึงจะเหมาะสม จะก้าวข้ามไปแข่งกับคนที่มีศักยภาพเหนือกว่าเราทำไม...(หง่ะ สุดท้ายก็ต้องมานั่งแข่ง)
ช่วงหลังๆมานี้ ก่อนที่จะทำอะไร มักจะถามตัวเองก่อนเล่นๆว่า "จะพยายามทำมั้ย" แต่เรานึกมองภาพตัวเองในอดีตทีไร ไม่อยากให้ตัวเองต้องใช้คำว่า "พยายาม" อีกเลย
ชีวิตเราเลย "ขำๆ" มาตลอด นานแล้วเหมือนกันนะเนี่ย
...แล้วทำไมไม่พยายามกับการสอบล่ะ มันไม่สำคัญเลยหรอ...
เราชอบประโยคที่เขียนในสเปซท่านออมประธานชมรมมาก ที่ว่า " No Exam, No Knowledge. " และประโยคที่ว่า "...คะแนนน่ะ รักษาคนไม่ได้หรอก..."
อืม...จริงๆด้วยแหละ ที่นี่ยังมีการสอบอยู่ก็เพราะว่า อาจารย์อยากให้พวกหมอน้อย(อย่างตู)อ่านหนังสือหาความรู้(ซะบ้างนะโว้ย) วิชาไหนสำคัญมากๆ อาจารย์ก็ต้องออกข้อสอบให้ยากขึ้น จะได้อ่านกันมากหน่อยๆ เพราะหากความรู้ไม่พอ เผลอปลิดชีพคนไข้ไป จะบาปกรรมป่าวๆ สิ่งที่เราทำก็เลยเพียงแค่ มีความรู้เข้าห้องสอบ ก็แค่นั้น มากพอเท่าที่เราคิดว่าพอ พยายามเข้าใจในทุกจุด เจอหน้าความจำก็เปิดผ่าน ไม่ได้หวังจะจำได้ทุกอณู ทำได้ทุกข้อ เกินมีนด้วยความรู้สึกที่ยืดได้ เพราะเรามั่นใจแล้วว่า ด้วยมันสมองระดับเทพจุติแบบเพื่อนๆ ก็ยังสามารถลืมกันได้ เราเป็นแค่ปลาทอง ไม่ต้องหวังจะจำเนื้อหาไปรักษาคนเลย ยังไงก็ต้องไปรื้อฟื้นบน Ward และนำความรู้ไปใช้ให้ขึ้นใจอยู่ดี อ่านตอนนี้คือให้คุ้นไว้และก็จะได้ไม่โชว์โง่บน ward ก็พอ
จะว่าไป ก็คือ...การสอบเก็บคะแนนนี่ ไม่มีผลต่ออนาคตล่ะสิ ก็เลยไม่พยายาม...ใช่มะ
ไม่อยากจะตอบว่าใช่เลยอ่ะ แต่ใจมันคิดไปแล้ว จะพยายามคิดว่ามันไม่ใช่ละกัน
มันคงดูเท่นะ ถ้าเปลี่ยนจากคำว่า สอบเก็บคะแนน เป็น สอบเก็บความรู้แทน
แล้วเราจะรู้ได้ไงล่ะว่า ความรู้เข้าห้องสอบที่เรามี มันเพียงพอสำหรับการรักษาคนล่ะ
...ถ้าไม่พอ เด๋วเค้าก็เอาเราตกเองแหละ...
...ก็เนี่ยล่ะ ถึงได้นั่งอ่านหนีตายกันอยู่ไง...
...ตกลงกรูอ่านหนังสือเพราะอะไรเนี่ย หาเหตุผลเข้าข้างตัวเองจริงๆ ไอ้นี่...
ไงล่ะ ความคิดเราแย่ใช้ได้เลยทีเดียว อายที่จะพูดแต่พิมพ์ด้วยความคึกคะนองเลยทีเดียว
แต่อย่างน้อยก็ตอบได้ว่า...ระหว่างรอยยิ้มจาก A ทุกวิชาหลังได้รับใบเกรด กับ รอยยิ้มของตัวเอง ที่เกิดขึ้นตลอดปี...
เราเลือกอย่างหลังดีกว่า
ถ้าเรามีความพยายามหลายๆค่า เหมือนคนอื่นๆบ้างก็ดีน่ะสิ จะได้แบ่งมันไปเรียนได้ตามความเหมาะสม จะลองดูละกัน...
แต่ที่แน่ๆ ความพยายามอัพสเปซในวันนี้ เอาแบ่งไปอ่าน Pharmaco ด้วยก็ดีนะ
....เออว่ะ สอบพรุ่งนี้นี่หว่า....
...เด๋ว คราวหน้าจะเขียนนิทานจริงๆแล้ว บ่นตลอดเลย...
November 23 ...คราวนี้ ดับอนาถ........ดับอนาถจริงๆ......
แม้ชีวิตการสอบของข้า จะผ่านช่วงเวลาเฉียดตายมามากมาย
เอาปลายเท้าเหยียบ เส้นแดงของทุกวิชามาแล้วนับไม่ถ้วน
เพียงแต่....ทุกๆครั้งก็สามารถทำให้เราหัวเราะกลบเกลื่อนได้อย่างหน้าระรื่น
แต่คราวนี้....
ตั้งแต่เมื่อวาน....จนถึงวันนี้
เจอ...Medgen...เข้าให้
โอ้วววว...จอร์จ ตัวนี้มันมาแรงมาก
ไม่มีครั้งไหนที่ให้ความรู้สึกว่า...ดับอนาถเท่านี้อีกแล้ว
ไม่มีครั้งไหนที่ให้ความรู้สึกว่า...สงสารบุพการีที่ส่งเสียให้มาเรียนได้มากเท่านี้อีกแล้ว
ไม่มีครั้งไหนที่ให้ความรู้สึกว่า...กลัวต้องซ่อมมากเท่านี้อีกแล้ว
ไม่มีครั้งไหนที่ให้ความรู้สึกว่า...คณะนี้ใจร้ายยิ่งนัก
ที่ปล่อยให้ปลาทองน้อยๆตัวนี้ สอบผ่านเข้ามาร่ำเรียนที่นี่ได้ยังไง
เราจำได้ว่าการสอบเข้าตอนม.6 คือการทดสอบความจำระยะสั้น(มาก) อ่านหรือฟังปุ๊บตอบปั๊บ เราพอทำได้
เรียนเข้าจริงๆมันไม่ใช่ เราไม่เคยจำอะไรได้เกิน 5 นาที...5 นาทีจริงๆ แน่นอน มันใช้ประโยชน์จริงไม่ได้
ทำให้หลายครั้งรู้สึก..ทรมาน..ที่ต้องอ่านในสิ่งที่...ยังไงก็จำไม่ได้อยู่แล้ว ไม่ว่าจะอ่านกี่รอบ อย่าว่าแต่เอาไปใช้ทำงานเลย เข้าห้องสอบก็ลืมหมดอยู่แล้ว
แต่แปลกที่คนอื่นทำได้แฮะ แม้จำนวนรอบในการอ่านของแต่ละคนจะไม่เท่ากัน แต่ก็สามารถทำกันได้
พอเรียน Neuroanatomy จึงได้รู้ว่า .... ประสิทธิภาพของสมองในส่วนต่างๆของแต่ละคนจะไม่เท่ากัน ขึ้นอยู่กับการส่ง....เอ ลืมหมดแล้วแฮะ (- -")
ถ้างั้น Hippocampus เราคงจะฝ่อมากแล้ว ทำไงก็เปลี่ยนจาก Short term เป็น Long term memory ไม่ได้ซักที
ทุกๆครั้ง ตั้งแต่ปี 1 แล้ว ... เข้าห้องสอบ คนอื่นจำได้ แต่เรารู้สึกว่าคุ้นจัง
"...ทำไมนายตอบข้อนั้นล่ะ..."
"...เราว่าตอบไอนี่นะ..."
"...อ๊าก...เออว่ะ...ตรูจำผิด..."
"...อีกแล้วหรอเนี่ย...ขนาดรู้แล้วนะว่าจะออก อุตส่าห์ท่องตั้งหลายรอบ..."
ทุกๆครั้ง ก็ตั้งแต่ปี 1 อีกนั่นแหละว่า...การคุ้น...ให้ความรู้สึกทำร้ายจิตใจมากกว่า...การไม่รู้
...การนึกชื่อยาไม่ออก ยังดีกว่าการจ่ายยาให้คนไข้แบบผิดๆ ด้วยเหตุผลที่ว่าเราจำได้...แต่มันผิด
จะให้เราอ่านมากกว่านี้หรอ...แค่นี้ก็เกินธรรมชาติเรามามากพอแล้ว
อยากรู้จัง...Hippocampus เพื่อนๆ มีสารอะไรพิเศษซ่อนไว้ จำได้เหมือนจับวาง
ว่าแต่..ทำไมเราต้องเปรียบเทียบกับคนอื่นด้วยนะ ก็เพราะคนอื่นมีความจำที่ดีพอสำหรับการเรียนหมอน่ะสิ แล้วเราล่ะ...พอรึป่าว
...คำถามนี้คงตอบไม่ได้...จนกว่า...
...ความโง่จะทำให้คนไข้ตายคามือ...นั่นล่ะ คือ คำตอบ
สุดท้ายเราก็สอบผ่านมาได้ทุกครั้ง ทำไมคราวนี้จะสอบผ่านไม่ได้ล่ะเนอะ
สุดท้ายถ้าจะไม่ผ่านก็คงผิดที่เรา...ที่เราเริ่มอ่านหนังสือช้าเกินไป โทษมันสมองคงเป็นคามคิดที่ปัดความรับผิดชอบเอามากๆเลย
ปล. เอ...อยากลองเสนอวิธีการสอบเข้าว่า น่าจะโยนหนังสือให้ผู้สมัครเล่มควายๆไปซักเล่มนึง แล้วเว้นระยะเวลาซักพักให้ไปจำมานะ แล้วค่อยมาสอบ
มันน่าจะวัดความสามารถที่ตรงประเด็นกว่านะเนี่ย...เฉพาะด้านการอ่านนะ
ถ้างั้นตรูคงได้คะแนน...ต่ำมาก...แน่ๆเลย ดูซิว่าตัวเองจะได้เข้ามาเรียนที่นี่รึป่าว
ช่วงหลังๆมา มีแต่เรื่องบ่นๆแฮะ ใครเผลออ่านก็ซวยอีกแล้ว
ที่บ่นมาเนี่ย ไม่ได้ท้อแท้หรือว่าอะไรนะ เพียงแต่...อิจฉา แค่นั้นแหละ
อยากเรียนให้เหนื่อยน้อยกว่านี้
ไม่อยากทรมานกับการ...จำผิด หรือการ...อ่านยังไงก็จำไม่ได้
ถ้าติดเป็นนิสัยล่ะแย่เลย
ว่างๆ จะลองแต่งนิทานแทนเรื่องบ่นๆดูนะ เผื่อจะได้น่าอ่านขึ้น(หรือน้อยลงฟระ) November 21 ...กลับมาตามธรรมเนียมช่วงสอบ...คุณคิดว่า....
เสียงเพลง มีฤทธิ์กดประสาทหรือกระตุ้นประสาท???
.......
....
...
..
.
เราเคยคิดว่ามันมีฤทธิ์กระตุ้นประสาท
แต่ในบางเวลา บางสภาพจิตใจ มันก็มีฤทธิ์กดประสาทได้เหมือนกัน
นอกจากแอลกอฮอลแล้ว มันเป็นเครื่องมือไม่กี่อย่างที่สามารถ...หยุด...ความคิดต่างๆที่เวียนว่ายกันเข้ามาในช่วงเวลาที่ไม่ต้องการ
การเดินทางของกระแสประสาทในสมอง มันมีหลายเส้นทางเหลือเกิน ไม่มีทางที่จะหยุดได้หมดทุกเส้นทางเลยใช่มั้ย
ยิ่งยับยั้งPathwayนี้ กลับไปกระตุ้นอีก Pathwway นึง
ยิ่งพยายามจะยับยั้งความคิดนี้ แต่มันกลับกระตุ้นความคิดโน้น
การทำงานของสมองแค่เข้าใจยังยาก... ...เราจะไม่หาทางยับยั้งมันอีกแล้ว
เราต้องกระตุ้นโสตประสาทเนี่ยแหละ ให้มากพอที่จะกลบทุกเส้นทางประสาทในสมอง ด้วยบทเพลงกระชากวิญญาณ
แต่วิธีนี้ก็ใช้ได้ดีเหมือนกันนะ...แม้จะอ่านได้ช้าหน่อย แต่ก็ดีกว่าไม่ได้อ่าน
.....
อ่าน Neuro มากไปหน่อย....บ้าไปแล้ว อ่านตั้งนาน ได้อะไรไร้สาระกลับมาแค่นี้เองหรอ
พรุ่งนี้สอบ...นั่งอัพบล๊อค
ให้มันได้อย่างงี้สิ
November 01 ...Season Change......เมื่อก่อนเราเคยคิดว่า ความพยายามอยู่ที่ไหน ความสำเร็จมักอยู่ที่นั่น...
เพราะฉะนั้น มันจึงเป็นความจริงใช่มั้ย ที่จะพูดว่า ความพยายามสามารถเอาชนะได้ทุกสิ่ง แต่ประโยคนี้ สุดท้ายแล้วมันก็คือคำปลอบใจและสร้างกำลังดีๆนี่เอง เพราะสุดท้ายสิ่งหนึ่งที่ความพยายามไม่อาจเอาชนะได้ก็คือ "โชคชะตา" นั่นเอง แต่ที่เอาชนะได้น่ะ เค้าเรียกว่า "อุปสรรค" เอ...หลายคนอาจสงสัยว่า ทำไมช่วงนี้เราเขียนแต่เรื่องของโชคชะตา
ก็เพราะ ฤดูกาลนั้นของปีมันมาถึงแล้วน่ะสิ เป็นช่วงที่ระบบภูมิคุ้มกันทางจิตใจของเรามันบกพร่องจนถึงขีดสุด สงสัยที่ผ่านมาคงใช้ C3 complement มากเกินไป มีอะไรรอบตัวที่ผ่านมาและผ่านไปอยู่ทุกวัน แต่เราคนเดิมๆกลับมองว่ามันดู "แย่และพยายามทำร้ายจิตใจเรา" อะไรดีๆไม่ยอมเปิดรับ อะไรเศร้าๆกลับปล่อยให้มันโลดแล่น ทำไมนะ...
ซักพักแล้วนะ...ที่เราไม่มีสมาธิกับการเรียนหรือแม้แต่การอ่านนิยายด้วยซ้ำไป
ซักพักแล้วนะ...ที่เราเครียดและหัวเสียมากกับเรื่องที่แสนจะธรรมดา แต่ก็ต้องข่มไว้เพราะเด๋วจะมีคนหาว่า เราบ้า
ซักพักแล้วนะ...ที่เราอยากจะนอนเร็วเพื่อปิดการทำงานของสมอง ไม่ใช่เพราะง่วง
ซักพักแล้วนะ...ที่เราอยากอยู่คนเดียวและจมปรักกับตัวเอง สงบเสงี่ยมเจียมตัวมากขึ้น
ซักพักแล้วนะ...ที่รอยยิ้มที่เป็นธรรมชาติของเรามัน.......หายไป
เราพยายามแล้วนะ พยายามที่จะแก้ไข พยายามที่จะสร้างภูมิคุ้มกันกลับมา
พยายามหาคนระบายและปรับทุกข์ แต่ว่า...เปิดประเด็นไม่ได้เพราะไม่รู้ว่า จะเปิดประเด็นว่าอะไร ไม่รู้ที่มาของความรู้สึกนี้นี่หว่า มีแต่เรื่องนามธรรมทั้งน้านนนน
พยายามทำตัวร่าเริงเข้าไว้ .... พยายามอยู่คนเดียวให้น้อยลง .... พยายามยิ้มให้มากๆ .... พยายามหาความสุขจากการกวนตีนชาวบ้านให้หนักๆ
แต่ว่า...มันปลายเหตุไปหน่อย ภูมิคุ้มกันชนิดนี้มันอยู่ได้ซักพักก็หายไป ความสุขอันฉาบฉวยมักอยู่ได้ไม่นาน
พยายามเปิดอ่านบันทึกเก่าๆ ที่เคยเขียนไว้ อ้าว เวน....หดหู่กว่าเดิม
พยายามคิดน้อยๆ เขียนมากๆ เพราะที่เขียนไปแล้วจะได้ไม่ต้องเอากลับมาคิดอีก (เหมือนจดสรุปการประชุมเลยแฮะ) เขียนไปเขียนมาจึงได้รู้ มีอะไรแปลกๆหลุดออกมาจากปลายปากกามากมาย อ้อ...เข้าใจอะไรมากขึ้นหน่อย เจอตัว Induced แล้ว แต่ก็นั่นแหละ ... ทำได้แค่เข้าใจ ไม่อาจแก้ปัญหา
ถึงได้รู้ว่า สุดท้ายเราก็กำลังจะพ่ายแพ้ต่อโชคชะตาที่เราพยายามต่อสู้มาตลอด อุปสรรคคราวนี้มิใช่ธรรมดา มันเป็นอุปสรรคที่"จิตใจ"เราสร้างขึ้นมาเอง ไม่ใช่โชคชะตาสร้างขึ้น
แน่นอน ... อีกแล้วที่มันเป็นปัญหาที่ไม่สามารถแก้ได้ เพราะมันเกิดที่ "ใจ" โอย...โรคคิดมากมันกำเริบอีกแล้วเรา
สิ่งที่ทำได้คืออะไร ถอยมาชาร์จพลังแล้วบู๊กับมันต่อใช่มั้ย หากชาร์จพลังเต็มแล้ว กลับไปบู๊ด้วยหนทางเดิมๆอีก สิ่งที่ได้รับกลับมาคือ ความรู้สึกแบบเดิมอีกใช่มั้ย
ให้ตายสิ ...
....อยากแง้มเปิดกล่องชอคโกแลตดูจังเลย ....(จากกระทู้ที่แล้ว)
....หรือว่าเราใส่ใจกับอนาคตมากเกินไปหว่า.....
......ทางที่ดีเราควรจะใส่ใจกับปัจจุบันและทำให้ดีที่สุดใช่มั้ย.....
ใส่ใจกับปัจจุบันอย่างเดียวน่ะหรอ นี่เป็นสิ่งนึงที่ สัตว์ทุกชนิดบนโลกทำได้ ยกเว้น "มนุษย์" (สมองอยากซับซ้อนดีนัก สมน้ำหน้า)
......เอกสารการสอนบอกไว้ว่า โรคซึมเศร้า เป็นสาเหตุหลักๆ ของการฆ่าตัวตาย.......
แมร่ง...โคตรน่ากลัวเลย กรูเป็นโรคนี้ป่าวว้า...ยังไม่ถึงขั้นนั้นใช่ม้า...
คงไม่ใช่หรอก เพราะโรคนี้ ความผิดปกติเกิดที่สารสื่อประสาทในสมอง แต่เราเกิดความผิดปกติที่ "หัวใจ" อิอิ
นี่ บอกไว้ก่อนนะว่าเรายังปกติอยู่
...เราอ่านดูอีกที...
แล้วรู้สึกเขียนเกินกว่าความเป็นจริงไปเยอะเลยทีเดียว
ใครอ่านจบก็งงไปตามระเบียบนะครับ เพราะคราวนี้บ่นล้วนๆ เลย |
|
|