TaO's profile*.~.*:: Welcome To :~:-...BlogListsGuestbook Tools Help

Blog


    December 22

    ...ถนน...

     
    ทุกชีวิตล้วนแต่กำลังเดินอยู่บนถนนสายหนึ่งที่ไม่รู้จะพาตัวเองไปส่งตรงจุดไหน  สิ่งที่รู้มีเพียงแค่ภาพของจุดมุ่งหมายที่เราคาดฝัน หากแต่ถนนนั้นจะพาเราไปถึงหรือไม่  คงไม่สามารถตอบได้  ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนเกิดจากการคาดเดา  และเดินตามทางไปเรื่อยๆตามแต่โชคชะตากำหนด 
     
    พาหนะชิ้นเดียวที่พวกเราต่างมี...ก็มีเพียงความเชื่อ  ที่คอยเป็นทั้งตัวขับเคลื่อนและกำหนดทิศทาง
     
    ความเชื่อ...แต่ละคนล้วนเชื่อว่าที่จุดมุ่งหมายปลายทางต้องพบเจอภาพที่เราวาดเอาไว้  หากไม่พบเห็นว่าปลายทางคืออะไร  หากไม่พิสูจน์ให้มันเห็นกับตาว่า เจ้าความเชื่อมันวิ่งถูกหรือมันวิ่งผิด  มันก็จะไม่ยอมหยุดวิ่ง  เราก็เหมือนกับใครหลายๆคน  ที่กำลังอยู่บนถนนสายนี้ที่มีจุดมุ่งหมายรึป่าวก็ไม่รู้  ไปทางไหนก็ไม่รู้  จะมีสิ่งที่เรารอคอยรึป่าวก็ไม่รู้  รู้เพียงแค่ว่าเราอยากเจออะไรเท่านั้น  แต่สิ่งหนึ่งที่ทำให้หลายๆคนเดินต่อก็คือ  พาหนะที่เรียกว่า...ความเชื่อนี่ล่ะ  ที่ไม่ว่ามันจะปะทะหรือเข้าชนกับสิ่งกีดขวางใดๆที่ทำให้คนขับต้องเจ็บตัวซ้ำแล้วซ้ำเล่า  แต่เจ้าความเชื่อมันก็ยังวิ่งของมันอยู่อย่างนั้น  จนกว่าได้พบเห็นว่าปลายทางคืออะไร  หากเราได้เดินไปถึง ไม่ว่าที่ปลายทางมันจะเหมือนที่วาดภาพไว้หรือไม่  แต่มันก็สามารถตอบคำถามที่บางคน  อาจจะคอยถามตัวเองมาตลอดชีวิตและตายอย่างตาหลับ
     
    แต่หากตัดสินใจที่จะไม่เดินบนเส้นทางนี้แล้วทำได้เพียงอย่างเดียวคือ  ทิ้งพาหนะคันนั้นซะ  เปิดประตูกระโดดลงมา ให้กระแทกบนพื้นถนนและแบกรับความเจ็ยปวด แล้วปล่อยให้จุดมุ่งหมายปลายทางเป็นปริศนาต่อไป...ค้างคาใจต่อไป...จนนิจนิรันดร์
     
    หากแต่...สิ่งกีดขวางทุกสิ่งทุกอย่างที่วางระเกะระกะอยู่บนท้องถนน  หากเราตั้งใจมองดีๆ จะเห็นช่องทางเล็กๆให้ลอดผ่านอยู่เสมอ  หากแต่เราใจเย็นและคิดรอบคอบเพียงพอ
    หากแต่...สิ่งกีดขวางจะใหญ่ขนาดไหน  แต่บนโลกนี้ย่อมมีอุปกรณ์ที่จะทำให้สิ่งกีดขวางนั้นพังทลายลง หรือทำช่องเล็กๆให้เราลอดผ่านได้ก็เพียงพอ
    หากแต่...ถ้าถนนของเราต้องกลับไปชนกับถนนของคนอื่นล่ะ  ถนนบางสายอาจจะต้องถูกปิดตาย  และปล่อยให้จุดสิ้นสุดของถนนกลายเป็นปริศนาไป...!!!
     
    บางครั้ง  การเดินทางที่เร่งรีบทำให้เราลืมไปว่า...มีรถหลายๆคันผ่านวนไปเวียนมาอยู่ตลอดเวลา
    บางครั้ง  การเดินทางที่วุ่นวายทำให้เราต้องแก้ปัญหา...เพื่อจะหยุดยั้งความวุ่นวายเหล่านั้น
    บางครั้ง  การหาทางออกสำหรับปัญหา อาจจะต้องมีการเสียสละของคนบางคน  เพื่อให้การจราจรราบรื่นขึ้น
    เพราะการเดินทางของชีวิตเรา  ไม่มีกฎจราจรที่แน่นอน ...สิ่งที่มีก็แค่เพียงสามัญสำนึกของเราเองที่กำหนดให้รถแต่คันวิ่งอย่างไร 
    หากรถแห่งความเชื่อ เป็นพาหนะที่วิ่งไม่หยุด  สิ่งที่ทำได้ก็แค่รวบรวมความกล้า  กล้าที่จะโดดลงมา  กล้าที่จะเจ็บตัวอีกซักครั้ง  แต่สิ่งที่ต้องใช้ความกล้ามากที่สุด
    ก็คือ...การตัดสินใจนี่เอง  มันก็คล้ายการให้ตังขอทาน  จนถึงบัดนี้ เราเองก็ยังไม่ค่อยกล้าที่จะทำ  แม้ว่าการหยิบตังแล้วหย่อนลงในขัน มันง่ายยิ่งกว่าการหลับในห้องเรียนซะอีก
     
    จากนั้นล่ะ...ทำไงต่อไป
     
    รถของแต่ละคนย่อมที่จะแตกต่างกัน  ตอนเริ่มเกม  มันให้เราเลือกรถ 3 แบบ คือ  รถญี่ปุ่น  รถยุโรป  รถอเมริกัน
    ไอเราก็ไม่คิดอะไรมาก  เลือกรถยุโรปไปก่อน เพราะขับรถอะไรก็ไม่สำคัญสำหรับเรา ไม่ว่ายังไงสุดท้ายเราก็เลือกรถที่จะอัดกับบอส เป็น Nissun Skyline GTR อยู่ดี
    แต่ทำไมอ่ะ  ทำไมเราแค่ไม่เลือกรถญี่ปุ่นก่อน ถึงไม่ยอมปลดล็อค Skyline ให้วะ  กว่าจะได้ขับแมร่งต้องรอให้น็อคแล้วโน่น  อย่างเซ็ง  เด๋วก็เล่นอีกรอบซะนี่
    ...เกมนี้มันหักหลังเราอ้า...
     
    เอ่อ...ไหงมาบ่นเรื่องเกมล่ะนี่  เพี้ยนจริงเลยเรา  อ่านไม่รู้เรื่องล่ะสิ  สมน้ำหน้า...
     
     
     
    ลม...อย่าพัดแรงในคืนนี้
    เพราะฉันใจคอไม่ดี
    หัวใจที่มีมันหนาวสั่น
     
    มันผิดตั้งแต่ที่เดินเข้ามาในชีวิตแล้วล่ะ
    มันเป็นอย่างงั้นจริงๆน่ะหรอ
     
     
     
     
     
     
     
     
     
     
     
     
     
     
    December 06

    ...

    วันนี้แอบรู้สึกแย่หน่อยๆ ที่   ที่บ้านเค้าอยู่กันพร้อมหน้า"วันพ่อ"  มาเยี่ยมคุณตากันเต็มบ้านเลย  ขาดแต่ลูกน่ะลูก กลับบ้านไม่ได้จริงๆหรอ
    "...แหะๆๆ  ไม่ได้อ่ะก๊าบบ  ขอโทดน้าแม่น้า..."   ...ไม่มีข้อแก้ตัว แม้แต่ใช้งานมาอ้าง มันก็ฟังไม่ขึ้นอีกแล้ว  คงเป็นเพราะใช้บ่อยเกินไป...
    ...แต่ช่างมันเหอะ...จะบ่นให้ฟังทำไม
     
    ไปอ่านสเปซพี่มา  ชอบที่พี่เราเขียนว่า
     
    บางทีการที่เราจะหาความสุขใส่ตัวเนี่ย
    มันไม่ยากหรอกนะ
    มันอยู่ที่ว่า เราจะมองในมุมไหน
    อยากทำเพื่อตัวเองแค่ไหนต่างหาก
    ฉะนั้น ทำใจให้สบายซะ..
     
    โดนจัง...
     
    นานมาซักพักแล้วนะเนี่ย
    ...ที่เราพยายามทำให้ตัวเองเข้มแข็งขึ้น
    ...ที่เราพยายามลองไม่เปิดรับสิ่งเร้าภายนอกให้มากขึ้น
    ...ที่เราขุดคุ้ยเหตุและผล เพื่อที่จะมองอะไรให้เป็นกลางมากขึ้น
    ...ที่เรากลับมาเติมความรู้สึกบางอย่างให้กับตัวเองที่ได้ทำหายไปนาน
     
    เราตอบไม่ได้เหมือนกันว่าหลายข้อที่พล่ามมา  เราทำมันสำเร็จมั้ย   แต่เรารู้สึกได้ว่า...เรากำลังเข้มแข็งขึ้น...เรื่อยๆ
    ที่ผ่านมา  ความรู้สึกแย่ๆ Fadeๆ ที่เคยเกิดขึ้นมา  สุดท้ายมันไม่ได้เกิดจากอะไร  มันเกิดจากความอ่อนแอ 
    ที่ผ่านมา  เรามักมองอะไรหลายสิ่งหลายอย่างที่ไม่เป็นกลาง  มักจะมองแต่มุมที่ทำให้ตัวเองรู้สึกแย่...มันเพื่ออะไรล่ะ 
    ทั้งๆที่ก่อนหน้านั้น  มีเรื่องราวที่เรามองผ่านไปไม่สนใจ และเกิดขึ้นมากมายแล้วในอดีต 
    แต่ในยามเมื่อเราอ่อนแอ  เรื่องราวเดิมๆ ก็กลับผ่านเยื่อหุ้มหัวใจเข้ามา  ให้เราแบกรับไว้อย่างง่ายดายโดยไม่มีเหตุผล  ทั้งที่ๆเรามีสิทธิ์ที่จะมองผ่าน แต่กลับทำไม่ได้  
    สุดท้าย เรื่องราวต่างๆที่ล้วนเคยทำให้ไม่สบายใจ  มันเกิดขึ้นไม่ใช่เพราะว่าสิ่งเร้าภายนอก แต่เป็นเพราะเรามองผิดมุมต่างหาก  ความอ่อนแอทำให้มุมมองเราเปลี่ยนไปโดยไม่รู้ตัว
     
    ใช่จริงๆน่ะแหละ...การหาความสุขใส่ตัวมันไม่ยาก  ขึ้นอยู่กับเรามองในมุมไหนและทำเพื่อตัวเองมากเท่าใดต่างหาก
     
    เคยใช่มั้ย  ที่เวลาเราเอาเรื่องอะไรไปบ่นให้ใครฟัง  แต่คนนั้นกลับมองว่ามันเป็นเรื่องเล็ก  เพราะคนนั้นมีจิตใจที่แข็งแรงพอน่ะสิ เลยคิดในมุมมองที่เป็นกลางและไม่เหมือนกับเรา  เลยคิดว่าคนนั้นคงไม่เข้าใจเรา ทำยังไงก็ไม่เข้าใจ  แต่พอไปคุยกับคนที่อ่อนแออยู่เหมือนกันงี้  เข้ากันได้ลื่นเชียว คิดอะไรเหมือนกันไปหมด  มุมมองเหมือนกันเด๊ะ
     
    จนถึงตอนนี้ 
    เราเข้าใจแล้ว  ว่าคนเราสามารถเปลี่ยนแปลงมุมมองและความรู้สึกนึกคิดได้ตลอดเวลา  ตามสภาพจิตใจที่เปลี่ยนแปลงไป
    เราเข้าใจแล้ว  ว่าทำไมหลายๆคนถึงรู้สึกดีกับการที่ได้นั่งอ่าน Diary ของตัวเองซ้ำแล้วซ้ำเล่า  เพราะแต่ละหน้า มันไม่เคยให้ความรู้สึกที่เหมือนเดิมเลยจริงๆ
    เราเข้าใจแล้ว  ว่าเราในอดีตที่เคยเข้มแข็ง มีความรู้สึกนึกคิดเป็นอย่างไร
     
    เพราะเราตอนนี้เริ่มมีความคิดหลายๆอย่างที่ตรงกับเราในอดีตตอนนั้นแล้วน่ะสิ  แสดงว่าสภาพจิตใจเราใกล้จะเหมือนเดิมแล้วสินะ
    ถึงได้รู้ว่า...ที่แท้เราก็ไม่ได้มีความคิดที่เปลี่ยนไปเล้ยยยย  แค่สภาพจิตใจมันแปรปรวน  เลยถูกสิ่งเร้าภายนอกครอบงำ...ก็เท่านั้นเองแหละน้า
     
    ทำให้เราเข้าใจอีกแหละว่า...ทำไมการประชุมอาสาฯจากกรรมการชุดเดิมกับเรื่องเดิมๆ  แต่ประชุม 2 ครั้งให้ผลสรุปออกมาแตกต่างกัน  ทั้งๆที่คนออกความคิดเห็นก็คนเดิม
    มันเกิดขึ้นเพราะ  บรรยากาศการประชุมที่แตกต่างกันน่ะสิ  หากวันไหนบรรยากาศเคร่งเครียดจะทำให้ผู้เข้าประชุมอ่อนแอขึ้น  จนถูกชักจูงได้ง่ายและคล้ายตามอย่างง่ายดาย  จนบางครั้งเราก็งงตัวเองเหมือนกันว่า  ตอนนั้นเราเห็นด้วยกับความคิดเห็นนั้นได้ไงกันฟระ  แต่หากวันไหนประชุมอย่างสนุกสนานล่ะก็  จะเป็นการโต้เถียงที่มันส์หยดเลยล่ะ   เพราะฉะนั้น  ที่อาสาฯประชุมกันยาวนาน แสดงว่าประชุมกันอย่างสนุกสนานน่ะสิ...อิอิ 
    ไม่รู้ใช่รึเปล่านะ  ตั้งข้อสังเกตเล่นๆเฉยๆน่ะ
     
    เมื่อเราเข้มแข็งแล้ว  ต่อไปนี้คงไม่มีเรื่องไร้สาระอะไรมาทำให้เราทุกข์ใจได้อีกแล้วล่ะ  เราเริ่มมองอะไรให้เป็นกลางได้แล้ว  จะได้ทำอะไรที่เป็นตัวเองได้ซะที
     
     
     
    ...แอบรู้สึกว่าตัวเอง เข้าใจยากแฮะ...
    แต่งนิทานไปได้หน่อยนึงแล้ว  แต่ยังไม่มากพอลงสเปซ
    ...ฟังเราบ่นพลางๆไปก่อนเนอะ