| TaO's profile*.~.*:: Welcome To :~:-...BlogListsGuestbook | Help |
|
March 28 ...อาสา "39...อยากจะเขียนอะไรเกี่ยวกับค่ายอาสามาซักพักแล้วล่ะ แต่ก็กะไว้ว่ารอให้พ้นวันนี้ไปซะก่อน เพราะวันนี้เราจะต้อนรับเหล่าพลพรรคที่จะกลับมาจากค่ายอย่างยิ่งใหญ่ และเมื่อเราได้เจอหน้าสมาชิกในครอบครัวที่จะกลับมาในวันนี้...เราคงจะมีความรู้สึก......แปลกๆ และอยากถ่ายทอด...ล่ะมั้ง
งานเลี้ยงย่อมมีวันเลิกรา ตลอดชีวิตที่ผ่านมา ไม่มีงานไหนที่เราไม่อยู่จนเลิกงาน ไม่รู้เหตุผลเพราะอะไรเหมือนกัน
แต่ครั้งนี้คงเป็นครั้งแรก ที่เราจากมาก่อนที่งานเลี้ยงมันจะจบ ซึ่งมันจะทำให้เราลืมไม่ลงไปนานทีเดียว ค่ายนี้ เราบอกกับแม่ไว้ว่า เราจะไปไม่นาน สัญญาว่าไม่เกิน 1 อาทิตย์แน่นอน ตอบแม่ไม่ได้ว่าจะกลับวันไหน กลัวเราจะต่อสู้กับความรู้สึกผูกพันไม่ได้
และก่อให้เกิดการผิดสัญญาตามมา ค่ายที่แล้ว หลายๆคนต้องหลั่งน้ำตา ต้องผิดคำสัญญา และต้องเสียค่ารถเพิ่มอีกเกือบพัน เพื่อกลับบ้านเพียง 1 วัน แล้วกลับมาค่ายใหม่ ด้วยเหตุผลสั้นๆที่ว่า "คิดถึงอาสา กลับบ้านแล้วทำใจไม่ได้"
"ความรู้สึกแบบนี้มันเป็นอย่างไรกันนะ" เป็นความคิดที่ผุดขึ้นในหัวของเลขาฯค่าย 37 เมื่อปีก่อน ที่ทำแต่งาน ไม่ได้เก็บเกี่ยวอะไรที่ละเอียดอ่อนภายในค่ายเลย ทำไมนะ ทำไมต้องร้องไห้ขนาดนั้นกับการจากกันแค่ไม่กี่วัน เพราะยังไงก็ต้องกลับมาเจอกันที่คณะอยู่ดี
มาถึงปีนี้ พูดตามตรงว่า เรากลัวที่จะรู้สึกอย่างนั้น กลัวที่จะรู้สึกว่า "กลัวความพลัดพราก"
เมื่อมีใครถามว่าจะกลับเมื่อไหร่ เราก็ตอบไม่ได้ เราเว้นที่ไว้เพื่อที่จะใช้ผิดคำพูด เพื่อที่จะทำตามความรู้สึกที่อาจควบคุมไม่ได้ และอยู่ค่ายต่ออีกซักพักจนวันสุดท้ายที่เราสามารถอยู่ได้
ก่อนไป...
ไม่ได้รู้สึกอะไรเลย แค่อยากรู้ว่าน้องทำงานเปนไงมั่ง และก็ อยากดูหน้าสมาชิกครอบครัวชุดใหม่ก็เท่านั้น
ขณะไป...
เราไปกับไอแผน ซึ่งมันไปค่ายมาแล้ว 2 วัน กลับมาบ้านทำธุระได้ 1 วันแล้วแพ็คกระเป๋ากลับไปค่ายซ้ำอีกครั้งอย่างเร่งรีบ
ทั้งๆที่ ความรับผิดชอบอะไรก็ไม่ได้แบกรับไว้ เป็นแค่พี่ค่ายเดินเกะกะธรรมดา ไม่มีความจำเป็นต้องรีบขนาดนั้น เราไม่ได้ถามหรอกนะ แต่มันบอกกับเราเองว่า...
"รู้สึกยังไงไม่รู้ว่ะ แต่รู้สึกว่า ต้องรีบกลับไป" เอ...ทั้งๆที่ตอนแรกมันบอกกับเราก่อนไปค่ายว่า ค่ายนี้มันอาจไม่ไปเพราะไม่มีตังค์ด้วยซ้ำ
"เมิงรู้สึกขนาดนั้นเลยหรอ" เราถามกลับไป และในใจก็คิดว่า เราจะรู้สึกแบบมันบ้างมั้ยน้า เด๋วคงได้รู้กัน ถึงโรงเรียน...
เฮ้อ เหยียบโรงเรียนแล้วโว้ยยย เรามองไปรอบๆเพื่อเก็บเกี่ยวบรรยากาศ แต่เรากลับเจอสายตาของน้องค่ายใหม่ที่มองกลับมาแปลกๆ
คงจะคิดอยู่ในใจน่ะนะว่า ค่ายนี้ ทำไมพี่แก่ๆมันเยอะจังวะ มาเรื่อยๆเลย ใช่แล้ว พี่แก่ๆ(รวมทั้งเราที่ยังไม่แก่ แต่คงโดนน้องมองว่าแก่) อยู่กันเยอะมากๆเลย คิดถึงนะเนี่ย ปีนึงคงเจอกันได้ครั้งเดียวล่ะมั้ง อยู่โรงเรียน...
"เอ่อ งั้นพี่เต๋าช่วยปาดปูนนะครับ คนทำกันไม่ค่อยเป็น กะลังเร่งงานนี้อยู่พอดีเลย" "ได้น้อง อะไรก็ได้"
วันแรกปาดปูน ...ปวดแขน
วันที่สองก็ปาดปูน(อีกแล้ว) ...ปวดแขน + ปวดขา วันที่สาม(แมร่ง)ก็ปาดปูน ...ปวดแขน + ปวดขา + ปวดหลัง วันที่สี่ก็ปาดปูน(ก็ได้วะ) ...ปวดแขน + ปวดขา + ปวดหลัง + ปวดใจ (- -") อยากทำอย่างอื่นมั่งโว้ยยยยย แต่นี่ไม่ใช่ประเด็น เราไม่ได้มาค่ายเพราะรู้สึกอยากออกแรงอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นทำงานอะไร เราก็คงอู้ได้ไม่ต่างกันอยู่ดี
ณ เวลานั้น สิ่งเดียวที่ทำให้เราอยากอยู่ต่อก็แค่ ให้กำลังใจน้องๆกรรมการ และคอยดูแลน้องเลขาฯ ทั้งสองคนที่ค่อนข้างจะต้องดูแลสภาพจิตใจอย่างใกล้ชิดก่อนที่อะไรแย่ๆมันจะเกิดขึ้น ทำให้ทุกๆวันก็จะใช้เวลาคุยกับน้องเลขาฯให้มากที่สุด เท่าที่เวลาพอจะมี
วันกลับ...
เรากลับเร็วกว่า Deathline ประมาน 2 วัน เพราะเห็นว่ากลับได้สะดวกและก็ไม่ทำให้ใครลำบาก เลขาฯก็จัดการซื้อตั๋วให้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ทั้งๆที่ในใจก็รู้สึกอยู่ตลอดเวลาว่า เราทอดทิ้งน้องเลขาฯ(อีกแล้ว) ถ้าเรากลับมา อะไรแย่ๆมันอาจจะเกิดขึ้นก็ได้ เพราะมันเริ่มตั้งเค้ามาแล้วล่ะ และเมื่อเรากลับมาได้ไม่กี่วัน...สิ่งที่เราคิดไว้มันก็เกิดขึ้น และอย่างรุนแรงซะด้วย
...คนๆนึง...พอเป็นน้องค่ายก็สร้างปัญหา...พอเป็นกรรมการก็โคตรรั่ว...พอเป็นพี่ค่ายก็ช่วยอะไรน้องฝ่ายตัวเองไม่ได้อีก...
...แย่...แย่ที่สุด...
เผลอนอกประเด็นอีกแล้วเรา...
เราจำได้ ปีที่แล้วหลังกลับจากค่าย เราเขียนไว้ว่า วันนั้นเป็นวันพักกลางค่าย วันนั้นเป็นที่เรา "ร้องไห้" เพียงเพราะได้ยินเพลง 2 เพลง
เพลงนึงเป็นที่ถูกสร้างขึ้น เพื่อบันทึกความทรงจำที่เกิดขึ้นใน"ค่ายที่ถูกสร้างมาเพื่อเรา" อีกเพลงนึงเป็นเพลงที่ถูกสร้างขึ้น เพื่อบันทึกความทรงจำที่เกิดขึ้นใน"ค่ายที่เราสร้างขึ้นมาเอง" ได้ยินอยู่ทุกวันกลับไม่ซึ้ง แต่พอได้อยู่กับตัวเองและร้องตามทีไร น้ำตาจะไหลทุกที และแล้ว ภาพดั่งเดจาวูก็กลับมาอีก วันนั้นเป็นวันพักกลางค่าย เราก็ช่วยน้องเลขาฯดูทางอยู่หน้ารถ(ที่เดิมเลย) น้องฝ่ายบันเทิงก็ทำหน้าที่ตัวเองไป
นำน้องๆร้องเพลงค่าย 39 ค่าย 38 ค่าย 37 ไปเรื่อยๆ... ภาพเก่าๆก็พรวดเข้ามาในความทรงจำ เรานั่งร้องเพลงค่าย 38 อยู่คนเดียว และน้ำตาก็เริ่มมาอีกแล้ว ผู้ชายอะไรขี้แยชะมัด แต่ในวันนั้นเอง มีบางอย่างที่ทำให้เรารู้สึกน้ำตาอยากจะไหลมากกว่า...
รถบัสกำลังพาน้องๆกลับไปที่ค่าย หลังจากพักเล่นน้ำอย่างเมามัน แต่ก็ต้องส่งพี่บางส่วนที่จะต้องกลับก่อน อีกประมานครึ่งชั่วโมงคงจะถึงท่ารถแล้วล่ะมั้ง วันนี้ใช่มั้ยที่เราจะต้องกลับ เรายังคงนั่งอยู่หน้ารถเหมือนเดิม ในใจก็คิดไปว่า นี่เราจะกลับแล้วจริงๆน่ะหรอ นี่เราจะต้องจากที่นี่ไปอีกไม่กี่นาทีนี้แล้วใช่มั้ย ไม่เห็นอยากกลับเลยจะกลับทำไม เปลี่ยนใจตอนนี้จะทันมั้ย ตอนนั้นเราคิดอะไรอยู่ถึงบอกว่าจะกลับวันนี้วะ ไม่เอาอ่ะ อยากย้อนเวลากลับไปตัดสินใจใหม่ได้มั้ย ทำไมอ่ะ เด๋วอีกไม่กี่วันก็ได้เจอกันที่กรุงเทพฯ จะเศร้าไปทำไม นี่หรือ คือการกลัวการพลัดพราก ทันทีที่เราเหยียบท่ารถ พี่ๆก็เริ่มทยอยลง น้องๆก็นั่งชะโงกหน้าอยู่บนรถ เสียงเพลงลาก่อน เริ่มกระหึ่มทั่วคันรถลงมาถึงข้างล่าง เพลงลาก่อน พูดตามตรงว่าไม่เพราะเอามากๆเลย(ขอโทดคนแต่งด้วยคราบบบ) แต่กลับมีอะไรที่ทรงพลังซ่อนอยู่ เคยได้ยินมา 3 ปี รู้สึกเฉยๆ แต่ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่ถูกร้องเพื่อเรา
มองหน้าน้องๆ...เฉยๆนะ สงสัยอยู่ไม่นานเลยไม่ค่อยสนิท มองหน้าเพื่อนๆ...ขอโทดว่ะ กรูอยู่ได้แค่นี้ และก็พูดอะไรไม่รู้ซึ้งๆ ได้ซึ่งปกติจะด่ากันทุกวัน กอดกันได้ ทั้งๆที่อยู่ค่ายไล่เตะตูดกัน ทั้งๆที่จากกันไม่กี่วันเอง มองหน้าน้องกรรมการ...พี่เต๋า กลับจิงดิ อยู่ต่อไม่ได้หรออออ ปาดปูนยังไม่เส็ดเลย(ไอ้นี่ เด๋วปั๊ดเตะ)...ขอโทดนะน้องๆ อดทนไว้ล่ะ พวกเราทำได้อยู่แล้ว มองหน้าพี่แชมป์...ไม่พูดพร่ำทำเพลง กระโดดกอดตรงนั้นเลย มองหน้าน้องเลขาฯ...อยากพูดอะไรมากมาย แต่คงได้แค่ยิ้มและให้กำลังใจ เท่านั้นจริงๆ เลยเจอคำพูดแทงใจดำไล่หลังมาว่า "เนี่ยอ่ะ ตลอดอ่ะ ทิ้งกันตลอดอ่ะ" 55555 แก้ตัวไม่ขึ้นเลย ก่อนกลับเราก็บอกกับไอแผนว่า "กรูเข้าใจเมิงแล้วว่ะ"
วินาทีที่เดินจากรถคันนั้น พร้อมเสียงเพลงลาก่อนที่ไล่หลังมา พระเจ้า...อย่างกะในหนังน่ะ อารมณ์เหมือนส่งทีมไปถล่มอุกาบาตใน Armagadonเลย
เราไปยิ้มกับแบงค์ ที่กลับด้วยกัน แบงค์ก็บอกกับเราว่า "ตอนนั่งรถมาท่ารถนี่ โคตรทรมานอ่ะ เราบอกพี่ไอซ์เลยนะว่า ถ้าไม่ซื้อตั๋วไว้แล้วนี่ ยังไงก็จะไม่กลับ" แค่นั้นแหละ ต่อมน้ำตามันจี๊ดเลย แทงใจดำชะมัด เราหันกลับไปมองรถ จนรถมันวิ่งหายลับไป เฮ้อ...อืม ทรมาน จนถึงตอนนี้ก็เหอะ
เราก็ยังคงสงสัยอยู่ เวลาแค่ 5 วัน เราผูกพันกับอะไร และเรากลัวพลัดพรากจากอะไรกันแน่
...ตอบไม่ได้เลย... รู้แค่ว่า วิธีทำให้หายทรมานก็คือ ไปนั่งปาดปูนอีกและก็ไปดูน้องๆโดนซอย เท่านั้นแหละ อีกวิธีนึงก็คือ รอให้ค่ายมันจบลง และต้อนรับการกลับมาของทุกคนในวันนี้ ให้ตายสิ... วันนี้ แทบไม่กล้ามองหน้าน้องเลขาฯ รู้สึกผิดอย่างไม่น่าให้อภัย แต่ไม่เปนไรความรู้สึกต่างๆเหล่านี้ถูกทำให้หายไป เพราะเจอรอยยิ้มของชาวค่ายทุกๆคน แต่ที่ยิ้มมากที่สุด ดูจะเป็นกรรมการนะ จบกันซะทีสินะ เข้าใจความรู้สึกเลยล่ะ ทำได้เยี่ยมมากๆ ดูสมบูรณ์มากกว่าตอนที่พวกพี่เป็นกรรมการเยอะทีเดียว เรารู้สึกว่า จริงๆแล้ว เราไม่ได้ผูกพันกับอย่างใดอย่างหนึ่งในค่าย แต่เรากลับผูกพันกับบรรยากาศการรวมตัวกันของทุกคนในค่าย เมื่อพวกเรารวมตัวกันเมื่อใด พวกเราจะสามารถสร้างบรรยากาศมิตรภาพแบบแปลกๆได้ มันทำให้คนที่เผลอหลุดเข้ามา ทำใจยากที่จะออกจากบรรยากาศเหล่านั้น ถ้างั้น อย่าว่าแต่สร้างโรงเรียนเลย ต่อให้ไปทำอะไรก็เหอะ ถ้าไปกันเยอะๆ มีกิจกรรมให้ทำร่วมกัน แค่นั้นมันก็ ok แล้วล่ะ ความรู้สึกนี้เองใช่มั้ย ที่ทำให้ชาวอาสายังบ้าที่ทำธงอย่างป่าเถื่อน นอกเหนือจากความรู้สึกที่ว่า ทำเพื่อผู้ป่วยอนาถา
และทำให้เราหายคิดถึงค่ายอาสาได้...ทั้งๆที่ไม่ได้ไปสร้างโรงเรียนให้เสร็จ แต่แค่เพราะได้เห็นหน้าทุกๆคน ... ก็เท่านั้น
พี่หลิวพูดกับเราว่า
เด๋วมีเรื่องจะเคลียร์กับเอ็งหน่อย
เพราะเอ็งกลับก่อนเลยเป็นเรื่องเลย
ดูแลน้องเลขาฯยังไงเนี่ย
อ๊าก....ผิดไปแล้วคราบบบบบบบ
March 13 ...เวลา กับความทรงจำ......ในช่วงเวลาปิดเทอมของหลายๆคน ที่อาจกำลังนอนตีพุง นั่งเล่นเกมส์ เที่ยวไปตามตะวัน ออกหาประสบการณ์ชีวิตใหม่ๆ หรือทำงานเก็บตังค์(สำหรับสอบ compre คราวหน้า) หรืออะไรก็ตามแต่...
...สำหรับเรา เราได้มีโอกาสกลับไปโลกแห่งอดีตของเรา กลับไปบ้านเกิดที่แท้จริงของเราเมื่อสิบกว่าปีก่อน...ที่นครศรีธรรมราช...
แวบแรก ที่หลายๆคนรู้ว่า เรากับแม่จะไปที่นั่น มักจะถูกทักก่อนเลยว่า ...จะไปหาเช่าจตุคามรามเทพหรอ... (- -")
"What is จตุคามรามเทพ?"
บอกตามตรงว่า ตอนแรกเราก็ไม่รู้จักหรอก แต่พอได้เหยียบเมืองคอนเท่านั้นแหละ... คำถามเชยๆของที่คนทั่วประเทศรู้ แต่นศพ.ในกะลาอย่างเราไม่รู้ ก็ถูกไขข้องใจไปเลย...
ทั้งจังหวัด มองซ้ายมองขวา มองหน้ามองหลัง มองขึ้นมองบน เต็มไปด้วยป้ายประกาศเช่า ประกาศจอง จตุคามรามเทพ เทพศักดิ์สิทธิ์ที่ปกครองเมืองคอนอยู่ตั้งแต่พันกว่าปีมาแล้ว
หลายๆองค์กรต่างเดินหน้าการผลิตออกมาเป็นรุ่นต่างๆมากมาย ไม่เว้นแม้แต่ศาลจังหวัดหรือว่าโรงเรียนก็ตาม จนตอนนี้มีเป็นร้อยๆรุ่นแล้วมั้ง
ร้านก๋วยเตี๋ยวข้างถนน กลับกลายเป็นแผงเช่าพระ
แหล่งชุมชนหรือตลาดนัด กลับกลายเป็นแหล่งชุมนุมคนเล่นพระ
การแจกของที่ระลึกตามงานสำคัญ กลับกลายเป็นการแจกเหรียญจตุคามฯแทน
หรือแม้แต่ สนามบาส ร.ร.มัธยมที่ปิดเทอมแล้ว ก็ยังเป็นแหล่งผลิตเหรียญจตุคามฯไปซะงั้น
(...แอบไปดูกรรมวิธีการผลิตมาด้วยล่ะ แถมโดนใช้ให้ไปตำผงที่จะเอามาทำพระอีกต่างหาก...)
ตรงไหนที่เปิดเช่า ตรงนั้นจะเต็มไปด้วยมหาชนและรถมอเตอร์ไซที่ทะลักออกมาถึงกลางถนน
รูปองค์พระจตุคามรามเทพ ที่ประดิษฐานอยู่ที่วัดพระมหาธาตุ เมื่อก่อนไม่มีใครรู้จัก...
แต่วันนี้...กลับมีพุทธศาสนิกชนต่อคิวถ่ายรูปกันยาวเหยียด
ท่ามกลางจังหวัดที่ตอนนี้เงินกำลังแพร่เข้าอย่างสะพัด ก็เปิดโอกาสให้มิจฉาชีพปั๊มของปลอมออกมาหากินกับศรัทธาของคน
แปลกดีเนอะ เมืองที่เคยนับถือพุทธ ที่สอนให้เราพึ่งตนเอง ตอนนี้คนมากมายกลับนับถืออย่างอื่น ไม่รู้เค้าศรัทธากันจริงๆหรือตามแฟชั่นกันแน่น้า
ช่วยไม่ได้นี่เนอะ...ถ้าเราพึ่งตัวเองไม่ได้ แต่ท่านสามารถช่วยเราได้ ก็ไม่แปลกที่คนจะเคารพศรัทธาและยกย่องจริงๆน่ะแหละ
ลองนึกสภาพสิ ถ้าคนทั้งจังหวัดมีสวมกัน แล้วมาคุยอวดกันว่า "แก...ชั้นใส่รุ่นนี้ ดูสิ" "ต๊าย...สู้ชั้นไม่ได้หรอก ชั้นแพงกว่า" เอ่อ...แต่เราไม่ได้สวมเลย คงจะรู้สึกแปลกๆเนอะ ถ้าเราอยู่นครฯ เราคงหามาสวมซักองค์แหละ
...ผิดประเด็นอีกแล้วตู ไม่พูดถึงเรื่องนี้และ เด๋วจะหาว่ามาทำให้ใครงมงาย เราไม่ได้ลบหลู่หรอกนะ เบนไปทางศรัทธาด้วยซ้ำ อืม ...จบ ...สาธุ...
จากนั้น เรากลับไปโรงเรียนที่เราอยู่สมัยเราเรียนอนุบาล ไปหาอาจารย์ท่านนึง เราไม่ได้คาดหวังว่าท่านจะจำเราได้หรอก (เพราะเราก็จำไม่ได้เหมือนกัน แต่แม่แนะนำให้ลองไปหาดู)
ขณะที่เรากำลังเดินขึ้นตึก ภาพเก่าๆคล้ายเดจาวู ก็ทะลักเข้ามา
ตรงนี้ไง ที่เราเคยโหน เคยวิ่ง เคยล้มหัวแตก ...ร้องไห้เป็นเด็ก 5 ขวบ(ก็กรูอายุเท่านั้นนี่หว่า) ...สกปรกเหมือนเดิม ไม่บาดทะยักตายได้ไงฟระ
ได้เห็นสัญลักษณ์ รูปมะม่วง รูปส้ม รูปเป็ด ที่ติดอยู่บนที่แขวนแก้วและเสื้อกันเปื้อนของเด็กๆ ...อืม ตอนนั้นเราใช้รูปมะม่วงนี่หว่า จำได้
ได้เห็นที่นอนฟูกเล็กๆ ที่มักจะโดนบังคับให้นอนตอนกลางวัน (เวลากลางวัน ตอนนั้นไม่เคยอยากนอน ทีตอนนี้นี่...จะลงแดง) ...โรงเรียนไม่คิดจะเปลี่ยนใหม่เลยหรอฟระ เกือบยี่สิบปีแล้วนะ ดำปี๋ยังไงก็ยังเป็นอย่างงั้น เหมือนเดิมแป๊ะ
เราเดินมากับแม่...
ก่อนจะถึงห้องอนุบาล 2/6 เราเห็นอาจารย์ท่านนึงที่ยืนอยู่หน้าห้องเงยหน้าขึ้นมา อาจารย์ทำหน้างงๆ แล้วตะโกนชื่อแม่เราอย่างตกใจ คงเจอกันบ่อยมั้ง นั่นไม่ทำให้เราแปลกใจ
แต่จากนั้น ท่านก็มองมาที่คนที่เดินข้างๆแม่ แล้วตะโกนดังลั่นว่า "เต๋า...นี่เต๋าใช่มั้ย" เรายังไม่ทันได้พยักหน้าหรือตอบอะไร อาจารย์ก็วิ่งมากอดเราอย่างรวดเร็ว
...เอ่อ อาจารย์ท่านจำเด็กตัวเล็กๆคนนี้ได้ ทั้งๆที่เราตอนนั้นแค่ 3 ขวบ ทั้งๆที่ช่วงเวลาเกือบ 20 ปีที่ผ่านมา อาจารย์ต้องพบเจอเด็กแบบเราเป็นพันๆคน แต่ก็ยังจำเราได้...
...ยังงงอยู่ว่าอาจารย์จำเราได้ไง เพราะอาจารย์ก็บอกกับเราเองว่า เมื่อก่อนนี่ หน้าตาน่ารักมากๆ ตัวขาวจั๊ว ตาโตๆ เปลี่ยนไปเยอะเนอะเรา... (เอ่อ ตอนนี้มันแย่มากเลยหรอครับ)
คำถามที่สองที่อาจารย์ถามเราต่อจากชื่อก็คือ เต๋าเรียนอยู่ที่ไหนแล้ว จบรึยัง
พอรู้ว่าเราเรียนหมออยู่ศิริราชเท่านั้นแหละ ก็ตะโกนชื่อเราดังลั่น แล้วก็กอดเราซ้ำอีกรอบ...
...ทำอะไรไม่ถูกเลย...
เราหันไปยิ้มกับแม่ แม่เราก็กระซิบกับเราเบาๆว่า
"...นี่หละ ความสุขของอาชีพครูล่ะ..."
จากนั้น แม่กับครูก็คุยกันถึงเรื่องราวเก่าๆของเรา จนได้รู้ว่า วีรกรรมเราเยอะใช้ได้เลยทีเดียว(..ถึงว่า จำเราได้) ส่วนวีรกรรมอะไรนั้น ขออุบนะ ...อิอิ
เวลาทั้งสองวันหมดไปอย่างรวดเร็ว เรากับแม่เดินทางไปเจอคนเก่าๆแก่ๆที่เคยรู้จัก ตลอดทั้งสองวัน
หมดไปกับการเดินทางสู่อดีต
หมดไปกับการได้เจอกับคนที่เค้าจำเราได้ แต่เราจำเค้าแทบไม่ได้
หมดไปกับการฟังว่าเราทำวีรกรรมอะไรไว้ ได้รู้ว่าเราเคยว่ายน้ำบนโต๊ะ เคยเอาขาไปติดแป้นบาส และเคยหน้าตาน่ารักมากขนาดไหน (..แต่ทุกคนกลับพูดว่าเราเปลี่ยนไปเยอะ เซ็งเลย)
เหมือนกับได้ดูหนังเก่า ฟิล์มเหลืองๆเรื่องหนึ่งที่ตัวเองเคยเล่น เมื่อก่อนเราอาจชอบถามหาอดีต อยากกลับไปเป็นเด็ก แต่ตอนนี้เราคงไม่ต้องการแล้วแหละ
...หนังเรื่องนี้ ได้นั่งดูก็มีความสุขแล้วล่ะ ไม่เห็นต้องแสดงเองเลย...
อดีต...ไม่ว่าจะเป็นช่วงเวลาที่ดีหรือเลวร้าย มันก็สร้างรอยยิ้มให้เราได้เสมอ
มีแต่อนาคตนี่แหละ ที่พยายามจะทำร้ายเราอยู่เรื่อยเลย...ให้ตายสิ
ลืมบอกไปว่า จริงๆแล้วเรากลับไปนครเพราะงานบวชพี่โอมปี 4
แต่ไม่ค่อยมีไรน่าสนใจ แถมคนถือหมอนก็ไม่ไปอีก เลยไม่เล่าดีกว่า
และก็...พุ่งนี้จะไปค่ายอาสา ค่ายแห่งความทรงจำของเราอีกครั้ง
ดูซิ ...ว่าจะมีอะไรมาเล่าให้ฟังอีกรึป่าว
March 01 ...และแล้ว เวลาก็พัดพาการเป็นหมอ เข้ามามากขึ้นเรื่อยๆ......เมื่อครึ่งทางของการเดินทางนั้นมาถึง...
(...ชาวบ้านจะได้รอรับปริญญา ออกไปหางานและมีครอบครัว...แต่กรูเพิ่งเรียนได้ครึ่งทาง ไม่รวมเฉพาะทางอีกนะเออ...)
หลายคนบอกว่า เราได้ผ่านพ้นจุดที่วิกฤตที่สุดในการเรียนแพทย์มาแล้ว...
ในหลายๆครั้ง คิดเล่นๆกับตัวเองบ่อยมากๆว่า
ถูกแล้วหรือที่เราเอาภาษีของประชาชนมาผลาญเล่น...
อุตส่าห์แย่งชิงผลประโยชน์ของประเทศชาติมาได้ แต่กลับมาเรียนเล่นๆ ไม่มีความตั้งใจมากพอที่จะพยายามขวนขวายหาความรู้เหมือนใครหลายๆคนทั่วไป
มีคนบอกไว้ว่า ทำอย่างงี้มันก็เหมือนนักการเมืองที่คอรัปชั่นโกงกิน ตอนนั้นเราเถียง แต่พอคิดไปคิดมา ...มันก็จริงน่ะแหละนะ..
หลายๆคนที่เข้ามาเรียน จะคิดไว้ว่า จะต้องเก็บเกี่ยวความรู้ให้มากพอ ที่จะได้ขึ้นวอร์ดไปใช้งานได้ (...นั่นก็คือไม่โง่พอนั่นเอง...)
แต่...ในความเป็นจริง คำว่ามากพอของแต่ละคนก็กลับมีขีดมาตรฐานที่ไม่เท่ากันอีก
เราจำบรรยากาศตอนรับเกรดได้
บางคน ดีใจมากกับการได้เห็น A บนใบเกรด (...คงรู้ล่ะนะว่าดีใจทำไม...)
แต่บางคน ดีใจกว่า กับการได้เห็น C บนใบเกรด (...เพราะรู้ว่าเราไม่ต้องซ่อม ในวิชาที่เสียวๆมาตลอด...)
แต่ในบางคน กลับดีใจอย่างที่สุด กับการได้เห็นว่า มีใบเล็กๆมากมายแนบมาพร้อมใบเกรด ที่ระบุเวลานัดซ่อม (...เพราะดีใจที่ไม่ต้องซ้ำชั้นนั่นเอง ดีใจด้วยนะ...)
แต่คนที่เสียใจที่สุด กลับเป็นคนที่เห็น B+ ในบางวิชาท่ามกลางอักษร A (...สงสัยกลับบ้านจะโดนแม่ด่ามั้ง...)
...ความหวังเนี่ย มันทำร้ายเราได้อย่างน่ากลัวเลยนะเนี่ย...
เราจำความรู้สึกตอนเรารับเกรดได้เหมือนกันนะว่า เราดีใจมากกว่าตอนเราได้ 4.00 ตอนม.ปลายซะอีก (...จะว่าไปตอนสอบติดยังไม่ดีใจขนาดนี้เลย...)
...เอ๊ะ...นอกประเด็น...
ท่ามกลางความโง่ที่ครอบงำอยู่ในทุกวันนี้ เราไม่พูดหรอกนะว่า...เรามีความรู้มากพอที่จะขึ้นวอร์ดได้ แม้เราจะสอบผ่านหมดก็เถอะ
(...เพราะเทพบางองค์ที่ชอบสะสม A ยังมักบอกกับตัวเองอยู่เสมอเลยว่า "ยังรู้สึกว่าตัวเองไม่มีความรู้เลย" ถ้าความรู้มันวัดเป็นรูปธรรมได้ คงจะไม่รู้สึกแบบนี้หรอก...)
แต่สำหรับเราเอง จนถึงตอนนี้ รู้ได้แต่เพียงว่า เรายังโง่ไม่เพียงพอที่อาจารย์จะเอาเราตกได้
(...แม้ในความเป็นจริง ความโง่มันฝังลึกกว่าที่อาจารย์จะหาเจอได้มากนัก หรืออาจจะรอดได้เพราะดวงก็เป็นได้...)
ท่ามกลางความรู้ที่นักศึกษาแพทย์ถูกยัดเยียด อาจเท่ากับจำนวนใบของต้นพุทรา จะได้เอาไปใช้จริงซักกี่กำมือ คงยังไม่มีใครตอบได้
(...ยัดไปก็ลืมอยู่ดี ยัดไปทำไมเยอะๆฟระ...)
ตรงจุดนี้หลายคนอาจจะคิดไม่เหมือนกับเรา แต่พอเราคุยกับเพื่อนหมอที่อื่น จึงได้รู้ความจริงบางอย่างว่า "เรื่องนี้ ศิริราชมันจะสอนไปทำไมฟระ ตูไม่เห็นจะเคยได้ยินชื่อเลย..."
(...อืม...เข้าใจและ ใครบอกว่า หมอเรียนหนักเท่ากันทุกที่ฟระ...หลงเชื่อตั้งนาน)
และจนถึงตอนนี้ แม้เราจะโง่ จะเรียนห่วย จะโดดเรียน จะขี้เกียจมากมายซักแค่ไหน แต่เราก็ยังรู้สึกว่า แม้เราทำหน้าที่การเรียนได้ห่วยมากๆ แต่ยังไม่คิดว่าตัวเองทำหน้าที่บกพร่อง เพราะเรายังคงเชื่อมั่นในความคิดของเรา ที่ในอดีตเราเคยเขียนไว้ว่า "ถ้าความรู้ไม่มากพอ อาจารย์คงเอาเราตกเองแหละ" และเราก็ยังไม่เคยตก เย่ๆๆๆ (...แม้จะเกือบก็เถอะ) ถ้าคำว่ามากพอมันหามาตรฐานไม่ได้ ก็โยนปัญหานี้ให้อาจารย์จัดการและกัน
แต่ในความรู้สึกของเราจริงๆ เรารู้สึกอยู่ตลอดว่า "ความรู้อันน้อยนิดของเรา ต้องฆ่าใครเข้าซักวัน" แต่มันคงแก้ไขอะไรไม่ได้แล้วล่ะ ย้อนเวลากลับไปไม่ได้แล้ว
(...ต่อให้ย้อนกลับไปได้ ก็ออกมารูปแบบนี้อีกนั่นแหละ..)
เราเลือกเองหนิว่า จะเดินทางสายนี้ในรูปแบบชิวๆ จะให้เดินไปบอกอาจารย์ว่ายังไม่พร้อมเลย ขอเรียนซ้ำให้ความรู้มันแน่นกว่านี้อีกหน่อยก็คงทำไม่ได้อีก
ความผิดนี้ มันเริ่มตั้งแต่เราบอกกับตัวเองตอนสอบติดแล้วล่ะว่า "เราจะเรียนหมอให้มีความสุขกว่าคนอื่นๆให้ได้" แต่กลับลืมไปว่า มันไม่คุ้มเลย หากต้องแลกกับชีวิตของใครบางคน
...ผิดไปแล้วคราบบบบบบ...
เอ...จะว่าไปเราก็เคยคิดตั้งใจเรียนหลายครั้งนะ แต่พอเจออะไรที่ต้องจำดะๆ เยอะๆ แล้วมักจะโวยวายกับตัวเองบ่อยๆ ว่าจะให้ท่องไปทำไมเยอะๆ ยังไงก็ลืมอยู่ดี ทำไมไม่ท่องอันที่มันได้ใช้จริงฟระ สมองคนมีขีดจำกัดนะโว้ย... แล้วก็พาลไม่อ่านไปซะงั้น พอผลสอบออกมาจึงได้รู้ว่า...
...สมองกรูอ่ะ มีขีดจำกัด แต่สมองเพื่อนอ่ะ มันไม่มี...กำจริงๆ
สิ่งสุดท้ายที่จะยืนยันว่าเราไม่โง่พอก็คือ การสอบ Compre ทั่วประเทศที่จะมาถึงนี่ในไม่กี่วันนี่แหละ ทำไมนะ เราถึงใส่ใจกับการสอบนี้มากกว่าการสอบทั่วไป คงจะเป็นเพราะ หากเราได้คะแนนดี เราคงหาเหตุผลมาบอกกับตัวเองได้ว่า "เราก็มีความรู้พอที่จะขึ้นวอร์ด ไม่แพ้คนอื่นๆทั่วประเทศเหมือนกันนะ"
(...แม้จะแพ้ที่ศิริราชอย่างไม่ติดฝุ่นก็เถอะ...)
เพราะหากสอบตกไป ก็รู้สึกเสียดายตังค่าสมัครอีก 5000 บาท ...มันก็ใช่
แต่ที่เสียมากกว่านั้น ก็คงจะเป็น
...สูญเสียความรู้สึกมั่นใจ ในความรู้ที่ตัวเองมี ...ว่ามันไม่มากพอนั่นเอง...
ที่ตอนนี้มันก็มีน้อยนิดอยู่แล้วล่ะ
|
|
|