| TaO's profile*.~.*:: Welcome To :~:-...BlogListsGuestbook | Help |
|
May 30 ...เงื่อนไขของเวลา...ด้วยเงื่อนไขของคำว่า "เวลา" ได้สรรค์สร้างความรู้สึกต่างๆมากมาย
เวลาที่น้อยเกินไป...การที่มีอะไรทำอยู่ตลอดเวลา...ความยุ่งทำให้ไม่มีโอกาสได้ดูแลความรู้สึกของตัวเอง...เกิดเป็นความเหนื่อยกายที่ทรมาน
เวลาที่มากเกินไป...การที่วันๆไม่มีอะไรทำ...ความว่างมันกลับเปิดโอกาสให้ความคิดอะไรต่างๆวิ่งไปวิ่งมามากเกินเหตุ...เกิดเป็นความเหนื่อยใจที่ทรมานเช่นกัน
...เพิ่งรู้ว่าทรมานกว่าซะอีก...
หลายคน...คาดหวังบางสิ่งบางอย่างไว้กับ...เวลา
หลายคน...คาดหวังว่า เวลาจะช่วยแก้ไขปัญหาบางสิ่งบางอย่างได้
หลายคน...คาดหวังว่า เวลาเปลี่ยน อะไรหลายๆอย่างน่าจะเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้น
แต่ก็หลายคนอีกนั่นแหละ...กลับลืมไปว่า อะไรที่น่าจะเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้นนั้น มันอาจจะเปลี่ยนไปในทางที่แย่ลงได้เหมือนกัน
...และมันจะแย่ลงไปเรื่อยๆ ตามกาลเวลาที่ผ่านไป หากไม่ทำอะไรซักอย่างขึ้นมา...
เวลาที่เลยผ่าน ได้แต่งเติมความรู้สึกนึกคิดให้เปลี่ยนแปลงไปอยู่ตลอดเวลา แต่มันกลับไม่เสมอไปสำหรับบางความคิดและสำหรับบางคน
บางความคิดที่เกิดขึ้นกับตัวเอง หากเราต้องการเปลี่ยนมัน ก็แค่พยายามตอกย้ำเหตุผลให้จิตใต้สำนึกได้เข้าใจ ว่าเราต้องคิดแบบนี้เพราะอะไร...
...เมื่อเวลาผ่านไป จิตใต้สำนึกจะสั่งให้สมองเรา คิดในแบบที่เราต้องการได้...ในสักวัน เราเชื่ออย่างงั้น...
...แต่คนอื่นๆทั่วไป มันเป็นแบบนั้นหรือปล่าวล่ะ...
เราจะไม่เชื่อ และไม่ศรัทธา คำว่า "กาลเวลา" อีกแล้ว
เราเนี่ยแหละ จะต้องเป็นผู้กำหนดทุกอย่างด้วยตัวเอง
คำว่าเวลา...มันทำร้ายเรามานานมากแล้ว
ถึงเวลาที่ต้องอาศัยความกล้า และก็ดวงชะตาอันน้อยนิดของเราแล้วล่ะ
---------------------------------------------------------------------------------------------------------------
ช่วงนี้กะลังเมามันกับการขึ้น Elective พี่ๆบอกว่าเป็นช่วงเวลาที่วิเศษ เป็นไม่กี่ช่วงเวลาของนักศึกษาแพทย์ที่จะได้พักผ่อนอย่างเต็มสูบ
วิชาเลือก Orthropedics ซึ่งตามตารางสอนแล้ว เรียนแค่ครึ่งวันเช้าเท่านั้น ไม่ได้อารมณ์นักศึกษาแพทย์ซักเท่าไหร่เลย เดินเรียนกะปี 5 แค่ครึ่งวันเช้า ตอนบ่ายว่าง เพราะฉะนั้น เราจึงมักเสนอหน้าไปเรียนกับพี่ๆในช่วงบ่าย แต่มักโดนพี่ๆตอกกลับมาว่า
"น้องจะมาเรียนทำมายย Elective เค้าเอาไว้พักผ่อนนะน้อง เสียดายเวลาแทนน้องๆจัง"
เอ่อ....
คำว่า "พักผ่อน" เค้าจะทำกันเวลาเหนื่อย นะคราบบบบบ ไม่ใช่เวลาที่ พลังกายมันเต็มMAXอย่างงี้
การขึ้น Ward เบาๆก่อนมันแย่อย่างงี้นี่เอง
คนอื่นๆเค้าได้พักผ่อนกัน ในยามที่เหนื่อยและเพิ่งเสร็จสิ้นมาจาก Ward ใหญ่ๆ
แต่เรานี่สิ...
การได้กินเป๊ปซี่เย็นๆ ...ในตอนเหนื่อยสุดขีดกับตอนอยู่ในห้องแอร์... ความสุขมันต่างกันเยอะนะคราบบบบ...
โลกนี้ ช่างไม่ยุติธรรม....แง้ๆๆๆๆ
หลายคนที่อยู่ปี 4 มักจะบอกว่า ตัวเองดูโง่ๆยังไงไม่รู้ อยู่ไปก็เกะกะ Ward นั้นเปล่าๆ ทำอะไรก็ไม่ค่อยเป็น รู้สึกแย่จัง
เลยอยากจะบอกว่า "แค่เกะกะ Ward เองหรอครับ เคยรู้สึกว่าตัวเองเกะกะโรงบาลมั้ยครับ ตอนนี้ข้าน้อยรู้สึกอย่างงั้นเลยล่ะ"
...และสุดท้ายก็ต้องต่อสู้กับความเหงาต่อไปอีกหนึ่งเดือน อยากเหนื่อยกายแล้วโว้ยยยย อยู่ว่างๆอย่างงี้มันเหนื่อยใจชะมัด...
ขี้เกียจทะเลาะกับเงื่อนไขของเวลาแล้วโว้ยยยย
เวลา 1 ปีที่ทางคณะจัดมาให้เรียน Ward เหมือนๆกัน แต่ช่วงเวลาที่แตกต่างกันออกไปนั้น
ยังสร้างความรู้สึกที่แตกต่างกันได้เลย ให้ตายสิ...
ไม่ว่างพออย่างงี้ คงไม่คิดเขียนอะไรพิเลนๆอย่างงี้ได้นะเนี่ย ให้ตายเถอะ....
May 09 ...โดน TAG แล้วกรู...รับ TAG มาจากคุณ p-orbital (ซวยจิงๆ)
ถ้าอยากรู้ว่ามันคืออะไร กรุณาอ่านให้จบ จนถึงบรรทัดสุดท้ายนะ แล้วคุณจะเข้าใจ
แล้วรอฟังผลผู้โชคดีด้วยนะครับ....
เริ่มกันเลยนะครับ เรื่องที่คุณอยากรู้ 5 เรื่อง (ไม่รู้ชาวบ้านอยากรู้เรื่องอะไร เอาเป็นเรื่องที่เราอยากระบาย 5 เรื่องแทนละกัน)
1...
ทำไมต้อง Sonic และที่มาของ Skyline
ต้นกำเนิดของตัวการ์ตูนเม่นน้อยสายฟ้า Sonic เกิดขึ้นเมื่อยุคสมัยใดก็ไม่ทราบ เราเองตอนนั้นก็ไม่เคยดูการ์ตูนเรื่องนี้ด้วยซ้ำ แต่ครั้งแรกที่เห็นก็แค่รู้สึกถูกชะตาเฉยๆ แต่ในสมัยนั้น ประมาณ ม.1 ได้เองมั้ง เป็นช่วงที่ CounterStrike กำลังเริ่มเข้ามามอมเมาเยาวชน เราเองก็เป็นหนึ่งในเยาวชนที่ถูกมอมเมา ทุกคนล้วนมีชื่อนามแฝง เพื่อที่จะใช้เล่นในเกมส์ เราเองก็ยิงกับข้างบ้านเกือบทุกวันจนฝีมือเข้าขั้น เมื่อถึงวันที่เราต้องคิดนามแฝงให้ตัวเอง ก็จึงไม่ลังเลที่จะใช้ชื่อว่า "Sonic" และช่วงแรกๆที่เล่นนั้น เราเล่นเก่งมากๆ (เพราะยิงกะข้างบ้านบ่อย) ทำให้ชื่อว่า Sonic เล่นเป็นที่รู้จักในหมู่เพื่อนๆโรงเรียนเดียวกัน ที่ซ่องสุมอยู่ร้านเกมส์หน้าโรงเรียน แม้จะไม่เคยเห็นหน้า แต่ Sonic กลายเป็นตำนานเกมส์ยิงไปแล้ว โฮะๆๆๆๆ
จากนั้น เมื่อทุกเกมส์ต้องตั้งชื่อตัวละคร เราก็จะใช้ชื่อว่า Sonic จนถึงปัจจุบัน
สำหรับเพื่อนๆผู้ชายที่เข้ามาอ่านคงจะเข้าใจดี เพราะจุดเริ่มต้นคงไม่ต่างกันเท่าไหร่...ใช่มะ
สำหรับคำว่า Skyline เพิ่งเกิดขึ้นมาทีหลัง เมื่อตอนปี 3 นี่เอง จุดเริ่มต้นมาจากการที่ เจ้าตัว Sonic ได้ทำการเดินทางที่ผิดพลาด ความผิดพลาดอะไรหลายๆอย่างทำให้เราและสิ่งรอบตัวเราวุ่นวายเหลือเกิน เมื่อผ่านเหตุการณ์ต่างๆมาแล้ว เราก็กลับมานั่งคิดกับตัวเองและเก็บบทเรียนจากความคิดที่ผิดพลาดของตัวเองในครั้งนั้นมาใส่ตัวซะ อยากจะเปลี่ยนแปลงตัวเองซะใหม่ ลืมการเดินทางที่ทำให้สิ่งรอบตัวเราวุ่นวาย ทิ้งการเดินทางที่รวดเร็วเหมือนเม่นสายฟ้า ....ไว้เป็นอดีตไป และมองหาพาหนะคันใหม่ที่ทำให้เราเดินทางได้อย่าง...มีความสุขมากกว่านี้ ทั้งตัวเราและคนรอบข้าง
แล้วช่วงนั้น เรากำลังบ้าเกมส์รถแข่งเกมส์นึง ทำให้รถที่เราใฝ่ฝันอยากมาขับเล่น มันกลับมาเด่นชัดขึ้นอีกครั้ง...มันคือ Nissan Skyline GTR R34 เพราะฉะนั้น ไม่แปลกอะไรเลยที่เราจะใช้ชื่อแทนตัวเราและพาหนะในการดำเนินชีวิตว่า Skyline ส่วนคำว่า Sonic ก็คงใช้ในการเล่นเกมส์ต่อไป
คำว่า Skyline มันแปลว่าเส้นขอบฟ้า มันตอกย้ำให้รู้ว่า แม้แต่ขอบฟ้ายังมีเส้นแบ่ง แล้วประสาอะไรกับความคิดและชีวิตคน ที่จะขีดเส้นสมมุติมากั้นอะไรซักอย่างไว้ แต่เมื่อเราหาสิ่งนั้นพบเมื่อไหร่ เราก็จะพบเจอสมดุลที่เราตามหา แล้วนั่นหละ มันคือความสุขที่แท้จริง....ให้ตายสิ เขียนเอง..งงเอง
เวนและ...เขียนยาวเกิน
2...
มีหลายคนและ ที่บอกว่าเรามีสาระขึ้นเยอะ รวมทั้งไอคนส่ง TAG มานี่ก็ด้วย
คือว่าอยากปฏิเสธน่ะนะ อาจเป็นเพราะมีสาระแต่ในนี้ ตัวจิงงี้คนละเรื่องเลย ทำให้เราเองยังทำใจได้ยากหรือละอายใจนั่นเองเวลามีใครบอกอย่างงี้ แต่ว่าให้คนอื่นเค้าตัดสินกันเองดีกว่า...
หลายๆคนล้วนมีจุดเปลี่ยนของชีวิต เราเองก็มีจุดเปลี่ยนที่ยิ่งใหญ่เหมือนกัน หลายๆคนที่อ่านสเปสเรามาตั้งแต่เริ่มก็คงจะรู้ว่า...จุดเปลี่ยนของเรา อยู่ที่ช่วงเวลาไหนบ้าง เราเองใช้ชีวิตแบบเด็กๆ มาตลอด 20 ปี จนมีอยู่ช่วงเวลานึง เกิดมรสุมในชีวิตขึ้นมามากมาย เมื่อผ่านมันมา มันก็สอนเราให้รู้ว่า...ถึงเวลาที่เราต้องโตเป็นผู้ใหญ่ได้แล้วล่ะ จึงเริ่มเก็บรายละเอียดของการดำเนินชีวิตมากขึ้น พูดคุยกับตัวเองมากขึ้น หลายคนเก็บรายละเอียดการคุยกับตัวเองไว้ในบันทึกส่วนตัว แต่เรามีความสุขกับการพิมพ์มากกว่าน่ะ
อืม...ฝากไว้นิดนึง ถึงคนที่คิดว่า เรามีสาระ คือยังไงดีล่ะ เราไม่ได้มีสาระหรอก แต่เหตุการณ์รอบข้างน่ะ มันสร้างสาระให้เรา จึงได้เห็นสาระมันหลุดออกมาจากเหตุการณ์ต่างๆที่เราเขียนขึ้น เราเองก็เป็นผู้เดินทาง และเก็บบันทึกเรื่องราว ...เท่านั้นเอง
แต่ที่ทำให้เราดูมีสาระขึ้น ก็คงเพราะเอาเรา "เดี๋ยวนี้" ไปเทียบกับเรา "เมื่อก่อน" ที่เป็นเด็กน้อยป่วนโลกไปวันๆ ก็ไม่แปลกนะ ที่เราจะดูมีสาระขึ้นจิงๆ 555+
แต่จุดที่ทำให้เราเปิดประตูเรียนรู้น่ะ ก็เมื่อเรามาพบเจอสเปสนี่แหละ เพราะ "การเรียนรู้" มันมาพร้อมกับ "การบันทึก" อยู่เสมอนี่นะ
3...
คำถามยอดฮิตเหมือนกัน ทำไมถึงอยากเป็นหมอ????
เป็นคำถามเพียงไม่กี่คำถามในชีวิตที่ ถูกถามมากี่ครั้งก็ไม่เคยตอบได้สักครั้ง ทุกครั้งจะจบคำถามนั้นด้วยการ"แถ" แม้แต่ตอนสอบสัมภาษณ์ ก็รู้อยู่แล้วว่าต้องเจอคำถามนี้เข้าให้แน่ๆ แต่ก็"แถ"จนรอดมาได้อีกแล้ว ถ้าถามตอนนี้ ก็คงจะตอบกวนๆว่า "อยากเป็นแบบ Dr.K ครับ"
ตอนเด็กๆ เราโดนสังคมรอบข้าง กล่อมให้เป็นหมอมาตลอด ก็ตอนนั้นเจือกเรียนเก่ง เลยซวยไป แต่พอได้เรียนไปเรื่อยๆ จึงได้รู้ความถนัดของตัวเองว่า ตัวเองเป็นคนขี้เกียจมากๆ ท่องจำก็ไม่เก่ง ชอบที่ประกอบนู่นประกอบนี่มากกว่า จะอ่านหนังสือทีก็อ่านเฉพาะสิ่งที่ตัวเองชอบและสนใจจิงๆ ก็ไม่ต่างจากพี่ๆเท่าไหร่ พี่ๆจึงไปเรียนวิศวะตามนิสัยที่แม่ได้ถ่ายทอดหรือจากพันธุกรรมก็ตามแต่ แต่สำหรับเรามันต่างออกไป เรามันเจือกเรียนดี แต่หารู้ไม่ว่า จิงๆแล้วเราเป็น "ปลาทอง" จำอะไรไม่ค่อยได้ พอขึ้นม.ปลาย ได้รู้จักชีวะปุ๊บ เลยตัดสินใจเลยว่า "ยังไงก็จะไม่เป็นหมอ" แน่นอน เลยทำให้สนใจเรียนวิทยาศาสตร์แทนเพราะ โดยสันดานเป็นคนชอบคิดมากอยู่แล้ว เหมาะมากเลยทีเดียว แต่จุดเปลี่ยนที่ไร้สาระที่สุดในชีวิตก็เกิดขึ้น ตอนจะจบม.5 ได้รู้จักการ์ตูนเรื่อง Super Doctor K ความคิดทุกอย่างก็เปลี่ยนไป เราเลยบอกกับแม่ว่า "เต๋าไม่อยากเรียนหมอหรอกแม่ แม่ก็รู้ว่าเต๋าขี้เกียจขนาดไหน แต่เต๋าอยากเป็นหมอ" ไอ Dr.K ทำพิษแท้ๆ การ์ตูนไม่ได้แค่บอกว่า Dr.K มันเก่งเว่อร์ขนาดไหน แต่มันถ่ายทอดให้เราได้รู้ว่า "ความสุขจากการช่วยชีวิตมันวิเศษขนาดไหน" เพราะฉะนั้น ก็ไม่แปลกอะไรที่คนที่อ่านสเปสเราแล้ว จะตั้งคำถามว่า
"ไอนี่อยากเรียนหมอแน่หรอ เห็นบ่นเหลือเกินว่าเรียนหมอมันทรมานขนาดไหน"
555+ ขอยืนยันว่า ทรมานจริง
4....
ลูกรักอีกคนของเราก็คือ กีตาร์สุดรัก (ที่ตอนนี้ ถูกทิ้งไปอยู่กับคนอื่นแล้ว แง้ๆๆ)
รู้จักกับมันได้ไงน่ะหรอ ก็แค่พี่ที่อยู่ข้างบ้าน (ที่ยิงกันบ่อยๆน่ะแหละ) ไปยืมเพื่อนมาฝึกที่บ้าน ด้วยความที่เราอยากรู้อยากเห็น ก็เลยไปนั่งดูด้วย ว่าเค้าฝึกกันยังไงหว่า พอว่างๆก็แวบเข้าไปลองฝึกด้วยเลย ด้วยความที่มันฝึกยากมาก จนเราต้องเลิกล้มความตั้งใจไป จนวันที่เราสอบเข้าม.1ไม่ติด แม่ก็เลยปลอบใจโดยการพาไปซื้อกีต้าร์ให้ ด้วยความที่เห็นลูกชอบไปขโมยกีต้าร์บ้านอื่นเล่นเหลือเกิน พอได้มาก็รู้สึกเสียดายตังแทนก็เลยต้องฝึกเล่น(ก็ได้ฟระ) และก็กลายเป็นผีกีต้าร์นับจากวันนั้นมา
สำหรับความรักที่มีต่อกีต้าร์นั้น รู้สึกจะเคยพล่ามไว้ใน Entry เก่าๆแล้ว มันเป็นเพื่อนที่วิเศษมากๆ รองรับเราได้ทุกๆอารมณ์ รวมทั้งสร้างความทรงจำที่ดีต่อกันไว้มากมายเลย พอขาดมันไป บอกตรงๆว่า แอบเหงาพิลึกเหมือนกัน
5...
หลายคนมักจะจบด้วยคำถามว่า "รักครั้งแรกเมื่อไหร่"
ไม่รู้สิ ตอบไม่ได้ว่าเคยมีรึป่าว หรืออาจจะมีอยู่ แต่ไม่รู้ตัวก็ได้ เพราะหลายคนที่เคยมีความรัก มักจะตบท้ายด้วยการที่ มีบาดแผลขึ้นในหัวใจและลืมเธอคนนั้นไม่ลง พูดถึงทีไรก็มักจะบอกว่าอยากย้อนเวลากลับไปแก้ตัว (ก็ช่วยไม่ได้ ไม่ดูแลความรักที่มีอยู่ให้มันดีเองนี่หว่า) แต่เรายังไม่เคยถึงขั้นนั้นเลยอ่ะ นอกจากชื่อคนที่เราเคยชอบและแอบประทับใจ เราก็แทบจะจดจำอะไรเกี่ยวกับคนๆนั้นไม่ได้ เพราะทุกครั้งที่เราประทับใจใคร มักจะมีเหตุที่ทำให้เราไม่สามารถเข้าใกล้คนๆนั้นได้อีกอยู่ตลอด หรือไม่ก็โดนฟ้าเล่นตลกอะไรซักอย่าง ให้เราไม่สามารถรู้จักความรักอย่างแท้จริงได้เลยซักครั้ง แต่จะว่าไป คงผิดที่เราเองน่ะแหละ ที่น่าจะทำอะไรๆได้ดีกว่านี้ เปลี่ยนแปลงตัวเองใหม่ได้แล้ว โทษฟ้าก็น่าเกลียดเนอะ
แต่มีบางอย่างที่จำไม่ลืมเหมือนกันนะ ตอนเราเข้ากรุงเทพใหม่ๆ มาเจอสาวเมืองกรุง ที่อยู่ห้องเดียวกันตอนป.4 ประทับใจมาก เลยเอาไปเล่าให้ที่บ้านฟัง
จากนั้น ก็เลยโดนที่บ้านล้อและเหน็บแนมมาประมาณเกือบ 3 ปี เป็นบทเรียนที่มีค่ามาก ว่า ไม่ควรเล่าให้ที่บ้านฟังอีก เนี่ย...จำได้เลยจนปัจจุบัน
จบครับ
ต่อไปเป็นรายชื่อผู้โชคดีที่จะโดน TAG นะครับ
กฎข้อบังคับ
กฏง่ายๆ เล่าเรื่องของตนเองมา 5 ข้อ สมควรที่จะเป็นเรื่องที่ไม่ค่อยมีคนรู้ และเป็นเรื่องที่น่าจะมีคนสนใจ (ง่ายๆก็คายความลับของตัวเองมา 5 ข้อนั่นแหละ)
ใครไม่ยอมเขียน จะตามไปรังควานถึงที่กันทีเดียว (ขอยืมคำพูดพีหน่อยนะ เพราะจะทำตามนั้นเลยเหมือนกัน) 1. หมออุ้ย ชัยพัฒน์ DT4 ค่าย 38 ครับ ด้วยความที่เป็นแฟนคลับสเปสผมตั้งแต่เริ่มก่อตั้ง จัดให้หน่อยครับ อยากอ่านครับ
2. หมอแพนยาบาเฮครับ ประวัติแกน่าจะไม่ธรรมดาแน่นอน รับงานนี้ไปซะโดยดี แล้วจะรออ่านอย่างกดดัน
3. คุณครูต๊อบครับ อยากอ่านของพี่ต๊อบมากสุดเลยนะเนี่ย ยิ่งผ่านโลกมามาก(หรือยิ่งอาวุโส)เนี่ยยิ่งชอบ อิอิ จัดให้ทีนะ จะรออ่านอย่างกดดันเช่นกัน
4. ไอคุณน้องเบล ที่พี่ๆเกือบไม่ให้ไปค่าย เพราะพี่ๆกลัวอาหารไม่พอ ฝีมือการเขียนของเราพี่ประทับจิตมาก แล้วจะรอฝึกหน้าท้องไว้เตรียมความฮานะ
5. หมอ Aomaom เห็นช่วงหลังเห็นเมิงไม่ค่อยว่างเขียนสเปสแล้ว แต่กรูอยากช๊อคตายเพราะสเปสเมิงอีก เขียนด้วยนะเมิง
สำหรับใครอยากวิ่งเข้ามาถูก TAG และเขียนมาแล้วก็บอกๆกันมั่งนะ จะรีบเข้าไปอ่านเลย เรื่องชาวบ้านเนี่ย กรูชอบนัก
May 06 ...รูปแบบความผูกพัน...คราวนี้มาแปลกเป็นพิเศษ ไปอ่านสเปสพี่มา ชอบบทความนี้มากๆ เลยไปก๊อบมาดื้อๆเลยทีเดียว
ขอยืมหน่อยน้า พี่ต๊อบน้า......
"รูปแบบความผูกพัน"(Attachment Styles) เป็นรูปแบบหนึ่งของบุคลิกภาพที่มีความสำคัญ และส่งผลต่อความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล รูปแบบความผูกพันแบบมั่นคง(Secure) มักเป็นคนที่เห็นคุณค่าในตัวเองและของคนอื่น มีการยอมรับผู้อื่น มองในแง่ดี มีการตอบสนองต่อที่ดี เห็นคุณค่าของความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิด รู้สึกว่าเป็นเรื่องง่ายสำหรับตนเองที่จะมีความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกับคนอื่น สามารถที่จะรักษาความสัมพันธ์ไว้โดยที่ตนเองไม่สูญเสียความเป็นอิสระ ไม่รู้สึกวิตกกังวลที่จะต้องอยู่คนเดียวหรือการที่มีผู้อื่นไม่ยอมรับตนเอง พึ่งพาอาศัยผู้อื่นได้และยังเต็มใจที่จะให้ผู้อื่นเช่นกัน มักรู้สึกว่าตนเองไม่ค่อยมีคุณค่า ไม่ค่อยมีความเชื่อมั่นในตนเอง แต่มองผู้อื่นในแง่ดี เห็นคุณค่าคนอื่น ต้องการความใกล้ชิดจากผู้อื่นอย่างมาก แต่มักจะคิดว่าผู้อื่นไม่ให้ความใกล้ชิดมากเท่าที่ตนเองต้องการ มักจะพยายามอย่างมากเพื่อให้ตนเองได้รับการยอมรับจากคนที่ตัวเองคิดว่ามีคุณค่า ดังนั้น จึงมักมีความเกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดอยู่เสมอ หากปราศจากความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิด มักจะรู้สึกไม่สบายใจนัก บางครั้งมีความรู้สึกว่าตัวเองตกหลุมรักใครอยู่บ่อยๆ รูปแบบความผูกพันแบบหวาดกลัว(Fearful) มักรู้สึกว่าตัวเองไม่ค่อยมีคุณค่า ไม่มีความเชื่อมั่นในตนเอง และยังมองคนอื่นในแง่ร้ายอีก มักจะปกป้องตัวเอง เพื่อไม่ให้ถูกปฏิเสธจากผู้อื่นโดยหลีกเลี่ยงความสัมพันธ์แบบใกล้ชิด บางทีรู้สึกไม่มั่นคงปลอดภัยต่อตนเองและไม่ไว้ใจผู้อื่น ถึงแม้จะต้องการความใกล้ชิดอยู่บ้าง แต่มักคิดว่าไม่สามารถวางใจใครได้เลย กลัวจะได้รับความเจ็บปวดหากใกล้ชิดมากเกินไป รูปแบบความผูกพันแบบไม่สนใจ(Dismissing)
มักเห็นคุณค่าในตนเอง มีความเชื่อใั่น แต่มองผู้อื่นในแง่ร้าย และลดคุณค่าคนอื่นในบางครั้ง ไม่ให้ความสำคัญของ ความสัมพันธ์แบบใกล้ชิด จะรู้สึกสบายใจมากกว่าถ้าไม่ใกล้ชิด จะปกป้องตัวเองจากความผิดหวังโดยเลี่ยงสัมพันธ์ และพยายามรักษาอิสระของตัวเองไว้ พยายามทำให้ตัวเองรู้่สึกว่า ไม่มีใครสามารถทำร้ายตัวเองได้ มักไม่แสดงออกทางอารมณ์อย่างชัดเจน ให้ความสำคัญมาก ต่อความเป็นอิสระของตนเองและการดูแลตัวเองได้ ช เป็นแบบไม่สนใจมากกว่า ญ
ญ เป็นแบบหมกมุ่นมากกว่า ช คนทั่วไปชอบคนแบบ มั่นคง มีความถี่ในการร้องไห้มากที่สุด..แบบหมกมุ่น มีความอบอุ่นมากที่สุด..แบบหมกมุ่น จากทฤ.ของ John Bowlby ----------------------------------
ให้ตายสิ...มันตอกย้ำให้รู้ว่า เกิดเป็นมนุษย์ แม้จะควบคุมการแสดงออกของสัญชาตญาณได้
แต่จะสั่งความรู้สึกให้เป็นไปอย่างที่ต้องการไม่ได้เลย
สัตว์เกือบทุกชนิด เราอ่านความรู้สึกของมันได้ ทำให้เดาการกระทำได้ และมีรูปแบบความสัมพันธ์เพียงรูปแบบเดียวในสังคมของมัน
แต่มนุษย์มันต่างออกไป
แน่แหละน้า...สัตว์สังคม สังคมมนุษย์มันยุ่งเหยิง เพราะสมองมนุษย์มันซับซ้อนมากไป
มากไปจนแม้แต่ตัวเอง....ก็ยังไม่เข้าใจ
เส้นกั้นระหว่างคำว่า "ความคิด" กับคำว่า "ความรู้สึก" มันอยู่ตรงไหน
แล้วอะไร ....มันจะมีอิทธิพลมากกว่ากัน
ทำไมตัวเองมันเข้าใจยากอย่างงี้ว้า...
เกิดเป็นหมาดีมั้ย?????
เอาเข้าไป...เพ้อไปเรื่อย!!!
|
|
|