| TaO's profile*.~.*:: Welcome To :~:-...BlogListsGuestbook | Help |
|
June 17 ...เงื่อนไขของคำว่า "โชคชะตา"...-------------------------------------------------------------------------------------------------
-------------------------------------------------------------------------
-----------------------------------------------
เพลง : ไม่รู้ (ว่าจะจบเช่นไร)
ศิลปิน : ฟิล์ม รัฐภูมิ อัลบั้ม : OST รักนะ 24 ชั่วโมง ไม่รู้ว่ามีเวลา...ที่เหลือซักนานเท่าไหร่ จะพอได้ใกล้ชิดเธออีกนานไหม... ฟ้ามันคงเปลี่ยนสี...หากจะไม่มีเธอต่อไป ก็ฉันนั้นควรทำใจ...หรือฉันนั้นควรเดินไป ตามทางที่ใจตัวเองขีดเอาไว้ ถามตัวเองอีกที...ได้แต่ถามตัวเองอย่างนั้น ไม่รู้ว่ามันจะจบเช่นไร... รักไม่มีทางให้ไป...จะทำยังไงบอกฉันที ไม่รักก็คงไม่ทรมาน...อย่างนี้ หรือว่าในทางที่ดีฉันควรจะไป ฉันว่าในทางที่ดีฉันควรจะไป...ไปให้ไกลเธอ -----------------------------------------
---------------------------------------------------------------
------------------------------------------------------------------------------------
...โชคชะตา ได้สร้างเหตุการณ์ต่างๆให้กับคนทั่วไปมากมาย ได้สร้างเรื่องบังเอิญให้เราได้มาเจอกัน ได้รู้จักกัน ได้พบเจอเหตุการณ์ที่ทำให้มีความรู้สึกที่ดีๆต่อกัน...โดยบังเอิญ แต่มันก็เท่านั้น...เท่านั้นจริงๆ... เราไม่มีทางเดินทางต่อไปด้วยตัวเราเองได้ ตราบใดที่โชคชะตา.....ยังไม่ได้อนุญาต
อาจเหมือนเรื่องตลก อาจคิดว่าฟ้ากลั่นแกล้ง เมื่อก่อนเคยคิดอย่างนั้น...แต่เปล่า บางช่วงเวลา ฟ้าเลือกเข้าข้างเราอย่างหาเหตุผลไม่ได้ เลยทำให้รู้สึกว่า...
...โชคชะตาไม่ได้กลั่นแกล้ง แต่โชคชะตากำลังกวนตรีนกรู....ลูบหลังแล้วตบกบาลหัวทิ่มซะงั้น
เมื่อเราพบเจออะไรที่เลวร้าย เราก็ได้แต่ปลอบใจตัวเองว่า เป็นการชดใช้กรรม และหวังว่าซักวันเรื่องแย่ๆนั้นจะจบ หมดเวรหมดกรรม
แต่....แต่แต่แต่แต่แต่ๆๆๆๆๆ
...นี่มันแค่กวนตรีน...มันไม่ได้ให้ตรูชดใช้นี่หว่า...แล้วมันจะจบ เมื่อเวลาผ่านไปได้ยังไง เวลาที่ผ่านไป มีแต่จะทำให้อะไรมันแย่ขึ้นเรื่อยๆ เราพยายามจะหาทางออกด้วยตัวเราเอง พยายามจะมองหาแสงสว่างที่เล็ดรอดออกมากองก้อนหินบนพื้นถนน แต่...ไม่เจอซักที เราพยายามจะคิดในแง่ดีว่า โชคชะตาได้สร้างอุปสรรคให้เราได้ลองพิสูจน์ความรู้สึกของตัวเองอีกแล้ว หากเราผ่านไปได้แล้ว เราคงจะเข้มแข็งและเข้าใจอะไรมากขึ้นอีก แต่ว่า...ให้ตายสิ นึกไม่ออกเลยว่าเราจะผ่านไปได้ยังไง หรือเป็นเพราะว่า ...เราเดินทางและพยายามจะแก้ปัญหาด้วยตัวเองเพียงคนเดียวมากเกินไป หรือเป็นเพราะเราเกรงใจคนอื่นมากเกินไป หรือเป็นเพราะ...เรายังไม่เข้มแข็งพอที่จะอยู่กับมัน
ชาติที่แล้วเราทำอะไรไว้น้า....เหมือนซื้ออาหารให้หมาแต่ไม่ยอมเปิดกระป๋องให้ ประมาณนั้นเลย...
จนถึงตอนนี้ ความพยายามทั้งหลาย ก็ต้องยอมซูฮกต่อโชคชะตาโดยหลีกเลี่ยงไม่ได้ ทำได้เพียงอย่างเดียวคือ
...เฝ้ารอเวลาที่โชคชะตาจะอนุญาตให้เราเดินทางต่อไป รอแบบไม่มีความหวังซะด้วยสินะ...
-----------------------------------------------------------------------------------------------------
ตอนนี้กำลังเมามันกับการขึ้น Preventive Medicine ซึ่งตอนปี 2-3 เป็นวิชาที่เราแทบจะ....ไม่เคยเข้าเรียน!!!!
เมื่อก่อนคิดว่าวิชานี้เป็นวิชาที่สามารถอ่านเองได้ อารมณ์เหมือนนั่งเรียนสังคม เลยทำให้ไม่ตั้งใจเรียน และก่อให้เกิดการหลับในห้องภายในเวลาเพียงรวดเร็ว ซึ่งในจุดนี้....เราก็กะไว้แล้วล่ะ เลยพยายามจะเปลี่ยนแปลงอะไรในทางที่ดีขึ้น พยายามเปลี่ยน "การหลับในห้องเรียน" เป็น "การหลับนอกห้องเรียน" ซะเลย 555+ และก็เป็นอย่างงั้นมาตลอด...ทั้ง 2 ปี
....จนเมื่อเราได้มาเจอ Ward นี้อีกครั้ง เห็นตารางสอนแล้วแทบช๊อคเพราะว่า "เกือบทุกคาบเป็นเลคเชอร์" เป็นสิ่งเราเกลียดมาตั้งแต่ปี 1 และต้องเผชิญกับมันต่อไปโดยที่...
...เรียนเป็นกลุ่มย่อย และ แน่นอน ...ไม่สามารถหลับได้... (--")
เราคิดว่ามันจะสร้างช่วงเวลาที่เลวร้ายสุดขีดสำหรับเรา แต่เปล่าเลย ...เราเข้าใจแล้วล่ะว่า ทำไมยังต้องเอาวิชานี้มาสอน
ทั้งๆที่หลายคนกลับมองว่ามันไร้สาระ และเนื้อหาซ้ำซ้อนกับวิชาอื่น เกือบทั้งหมด
เคยได้ยินมาจากการ์ตูนว่า หมอศัลย์ที่เก่งที่สุด ไม่ใช่หมอที่ผ่าตัดได้หายทุกโรค แต่...หมอศัลย์ที่เก่งที่สุด คือหมอที่รู้ว่า ควรทำอย่างไรจึงจะไม่ต้องผ่า
ภาควิชานี้ สอนให้เรารักษาคนไข้ที่จิตใจโดยแท้ ภาควิชาอื่นอาจจะเน้นให้นักศึกษาแพทย์รู้ว่า ทำอย่างไรจึงหายจากโรค แต่ภาควิชานี้จะพยายามให้ใช้ความรู้ที่เรามีถ่ายทอดให้คนไข้รู้ว่า เราจะใช้ชีวิตอยู่กับโรคที่เป็น อย่างไรให้มีความสุข ดำเนินชีวิตอย่างไร ไม่ให้เกิดทุกข์จากโรคนั้นมากขึ้น ก็เท่านั้นเอง...
เคยออกตรวจ OPD กับอาจารย์ท่านนึง ปกติแล้วการตรวจผู้ป่วยนอก มักแข่งกับเวลาจนเราเองมักจะสงสารคนไข้ ที่เหมือนจะไม่ได้รับความห่วงใยจากหมอ แต่...อาจารย์คนนี้ ใช้เวลาคุยกับคนไข้และครั้งละเกือบชั่วโมง ถามหมดทุกอย่างตั้งแต่โรค จนถึงความเป็นอยู่ และสภาพโครงสร้างของบ้าน บางครั้งเห็นอาจารย์ถามคนไข้ไร้สาระจนเราแทบง่วง นั่งรอให้คนไข้เล่านู่นเล่านี่มากมาย จนเรารู้สึกสงสารคนไข้ที่รอคิวอยู่ แต่พออาจารย์สรุปให้ฟังว่า ข้อมูลนี้เอาไปใช้ทำประโยชน์อะไรกับคนไข้ได้ มักจะทำให้เราแทบอึ้งไปเลยทีเดียว คุยตั้งนาน สุดท้ายก็ไม่ได้ยาซักเม็ด แต่ที่ได้รับไปกลับเป็นรอยยิ้มซะงั้น นี่เองใช่มั้ยที่เค้าเรียกว่า "การรักษาแบบองค์รวม" คนไข้ไม่จำเป็นต้องหายจากโรคก็ได้ ขอแค่มีความสุขกลับไป ก็ถือว่าหมอทำหน้าที่ได้สมบูรณ์แบบแล้วล่ะ
เพราะฉะนั้น หมอในภาควิชานี้ไม่จำเป็นต้องเก่งแบบเทพ ขอแค่เข้าใจคนไข้และมีคำแนะนำที่สร้างความสุขให้คนไข้ได้ ก็สุดยอดแล้วล่ะ
Preventive Medicine คือศาสตร์แห่งการป้องกันโรค เนื้อหาเลคเชอร์มากมาย เราจำไม่ค่อยได้ ...แต่เรารู้สึกว่า เราจะเจออะไรดีๆเข้าให้แล้วล่ะ...
คนไข้เอดส์บางคนก็มีความสุขมากกว่าคนไข้ที่มาร.พ.เพราะเป็นแค่"สิว"ได้เหมือนกัน
สุดท้ายคำว่า "หมอ" คืออะไร คงต้องหาคำตอบกันต่อไป
...To Be Continued
|
|
|