TaO's profile*.~.*:: Welcome To :~:-...BlogListsGuestbook Tools Help

Blog


    August 25

    ...

    เคยสงสัยมั้ยว่าทำไม  คนที่อยู่ในถิ่นทุรกันดานและแห้งแล้ง  ยังอยากที่จะอยู่ที่ผืนแผ่นดินนั้นต่อไป  ทั้งๆที่มีความทุกข์ทรมานกายอย่างสาหัส  แต่ก็ยังไม่อยากไปไหน  และยังต่อสู้เพื่อปกป้องมันด้วยชีวิต
     
    หมู่บ้านแห่งหนึ่ง  เป็นหมู่บ้านที่แห้งแล้งและทุรกันดานมาก  หมู่บ้านแห่งนี้อาศัยน้ำไว้หล่อเลี้ยงผู้คนจากการขอฝน  ขอฝนจากอำนาจเหนือธรรมชาติบนฟากฟ้า  ก็ได้รับฝนกลับมาบ้างหรือไม่ได้รับบ้างก็แล้วแต่ฟ้าจะประทานมาให้ การขอฝนใช่ว่าจะทำได้ง่ายดาย เพราะทุกๆครั้งต้องอาศัยการบูชายันด้วยชีวิตมนุษย์ในหมู่บ้านนั้น  แต่กระนั้น หากได้รับน้ำฝนแล้ว 1 ชีวิตที่สูญเสียไปก็ถือได้ว่าคุ้มค่า  น้ำฝนที่ได้รับสามารถนำกลับมาสร้างชีวิตได้ใหม่ และนำพาหมู่บ้านนั้นดำเนินต่อไป...
     
    หากแต่ ฝนนั้นก็หาได้ตกทั่วฟ้าไม่  เพราะจะมีหมู่บ้านมากมายที่ขอฝนอยู่เช่นกัน หรือบางครั้งอาจขออย่างอื่นที่คิดว่าพระเจ้าบนท้องฟ้าน่าจะประทานให้ได้  โดยไม่สนใจว่า หมู่บ้านของตนจะขาดแคลนหรือจำเป็นต่อการดำรงชีวิตอยู่หรือไม่  แต่พระเจ้าก็สามารถประทานให้ได้ทุกครั้ง  พระเจ้าต้องทำงานอย่างหนักเพื่อให้โลกใบนี้เต็มไปด้วยความสดชื่นและอุดมสมบูรณ์  โดยพยายามสร้างฝนให้ตกครบทุกที่ที่แต่ละหมู่บ้านนั้นๆต้องการ  ความสุขของทุกๆหมู่บ้านนั้นก็เหมือนความสุขของพระองค์  เพราะฉะนั้นจึงไม่ลังเลที่จะทำทุกอย่างตามที่ทุกหมู่บ้านต้องการ
     
    หมู่บ้านแห่งหนึ่งแห่งนั้น  พยายามขอฝน แต่ฝนก็ยังไม่ตก  นานเข้านานเข้า เหมือนมีทีท่าว่าจะตกนิดๆ  แต่ก็ยังไม่ตกซักที  จึงพยายามขอมากขึ้น  พยายามขอบ่อยขึ้น  ผู้คนในหมู่บ้านก็เหลือน้อยลงเรื่อยๆ เพราะต้องสูญเสียไปจากการบูชายัญจำนวนมากขึ้นจากทุกๆครั้งที่ขอ  แต่สุดท้ายก็ต้องนั่งมองหมู่บ้านอื่นๆได้รับน้ำฝนอย่างชุ่มฉ่ำใจแทน  โดยพระเจ้าได้หารู้ไม่ว่า  หมู่บ้านแห่งนี้กำลังแห้งแล้งและทุรกันดานมากมายขนาดไหนแล้ว  คนก็น้อยลงเรื่อยๆ  หมู่บ้านแห่งนี้จึงคิดอยู่ในใจว่า  พระเจ้าท่านต้องทำงานหนักอยู่แล้ว เราจะไปเรียกร้องขอฝนอีกทำไม  เด๋วซักวัน วันที่ทุกหมู่บ้านได้รับน้ำฝนจนอุดมสมบูรณ์แล้ว  เด๋วซักวัน วันที่พระเจ้าว่างแล้ว  หมู่บ้านแห่งนี้จึงได้รับการเหลียวแลเอง  แล้วระหว่างที่รอน้ำฝนนั้น หมู่บ้านแห่งนี้จะทำอย่างไร  ...คงไม่อาจทราบได้...  รู้แค่ว่า  ต้องอยู่โดยที่มีน้ำฝนแค่นี้ให้ได้
     
    ทำให้บางครั้งเกิดข้อสงสัยว่า  หมู่บ้านแห่งนี้ขอน้ำฝนมากเกินไปใช่มั้ย  บ่อยเกินไปใช่มั้ย  จึงทำให้ประชากรลดลงอย่างรวดเร็วและเกิดการแห้งแล้งมากกว่าหมู่บ้านอื่นๆทั่วไป  บางครั้งในช่วงที่ประชากรเหลือน้อยเต็มทีนั้น  การตัดสินใจขอน้ำฝน เป็นการตัดสินใจที่ยากลำบากมากๆ  ว่าจะเสี่ยงขอน้ำฝนหรือรักษาชีวิตอันน้อยนิดของคนในหมู่บ้าน  แต่บางครั้งก็ทำให้คนทั่วไปตั้งข้อสังเกตุอีกว่า  ทำไมไม่ย้ายไปอยู่ที่อื่นซะล่ะ???
     
    แม้จะมีเหตุผลต่างต่างนานามากมาย  แต่สุดท้าย คนในหมู่บ้านก็ไม่มีใครเลือกที่จะย้ายออกจากหมู่บ้านแห่งนั้น  แม้กระทั่งจะต้องสู้รบกับผู้รุกรานมากมาย  แต่ก็พร้อมที่จะตายเพื่อแผ่นดินแห่งนี้  โดยหาเหตุผลไม่ได้เลย  หรืออาจเป็นเพราะสิ่งเดียวเท่านั้น ที่อยู่เหนือเหตุผลทุกอย่าง ก็คือ  พวกเรารักแผ่นดินนี้  เหตุผลอื่นมันก็ไม่สำคัญอีกต่อไป แม้จะต้องได้รับน้ำฝนอย่างกะปริดกะปรอยก็ตาม  แต่ก็จะขอเลือกที่จะอยู่แผ่นดินนี้อย่างไม่ลังเล...
     
     
     
    August 07

    ...เวลาไม่เคยพอ...

    เวลา  อารมณ์  เหตุผล  ...และความรู้สึก
    สิ่งต่างๆล้วนแปรเปลี่ยนตามกันไปคล้ายลูกโซ่  แม้คำว่าเหตุผลมันจะดูยิ่งใหญ่ และไม่มีวันเปลี่ยนแปลง  แต่สิ่งที่เปลี่ยนแปลงก็คือ...ความสำคัญ ที่มีผลต่อความรู้สึกของเรา  สุดท้ายจากที่เหตุผลเป็นใหญ่กว่าความรู้สึก  มันจะกลายเป็นความรู้สึกที่มาครอบงำเหตุผลซะ
     
    ทั้งคำว่า  เวลา  อารมณ์  และเหตุผลล้วนมีผลทำให้ความรู้สึกเปลี่ยนแปลงขึ้นลงได้เสมอ
     
    หลายครั้งพอเรารู้ตัวว่าเรากำลังรู้สึกอะไรอยู่...มันก็สายไปซะแล้ว  ถ้าเราจะปรับเปลี่ยนมันในยามที่ไม่ต้องการ
    หลายคนมักบอกว่า ความรู้สึกคนเรามักเปลี่ยนแปลงไม่ได้  แต่เราก็มักคิดไม่ตรงกับคนอื่นเค้า...ก็คือ  เราคิดว่าทุกความรู้สึกของเราสามารถเปลี่ยนแปลงมันได้  ถ้าเรารู้วิธีบังคับมัน
     
    แม้ทั้งเหตุและผล รวมทั้งโชคชะตาด้วย  ทำให้เรารู้สึกอะไรบางอย่างที่ไม่สมควรจะรู้สึก  กว่าจะรู้ตัวก็สายไปซะแล้ว  เราพยายามจะกลับปรับเปลี่ยนความรู้สึกให้กลับไปเป็นเหมือนเดิม แต่มันก็แอบทำให้รู้สึกว่า  เอ...หรือว่าความรู้สึกมันเปลี่ยนแปลงไม่ได้จริงๆน้า...อืม...ไม่จริงน่า  ต้องมีวิธีสิ
     
    ถ้า 3 สิ่งนี้มีผลกับความรู้สึกของเราจริงๆ  และเราเปลี่ยนคำว่า เวลา และเหตุผลไม่ได้  ...เหลือแต่ต้องควบคุมอารมณ์ตัวเองให้ดีแล้วล่ะ  แล้วความรู้สึกต่างๆเหล่านั้นมันคงจะหายไป...หายไป...พร้อมกับกาลเวลา
     
    แต่แดนกับบีมบอกว่า... "เชื่อมั้ย  เวลา..ไม่เคยพอ"
     
    เวลามันพอนะ  ถ้าไม่มีเงื่อนไขอื่นๆเข้ามาพัวพัน  แต่หากยืนอยู่บนเส้นด้ายแบบนี้  ไม่เชื่อมั่นในคำว่า...กาลเวลาเลย
     
    อยากได้ช่วงเวลานั้นบ้าง  อยากได้เวลาบางช่วงเวลาที่เราอยากจะได้และไม่มีโชคชะตาหรืออะไรซักอย่างคอยพรากไป  แต่มันหมดแล้ว มันไม่เหลืออีกแล้วในช่วงเวลานี้และต่อจากนี้  คิดอะไรก็ไม่เป็นไปอย่างที่คิดซักอย่างเลยจริงๆ  เราต้องทนอยู่กับช่วงเวลาที่โชคชะตายัดเยียดให้อย่างนี้ต่อไปสินะ  เราพยายามต่อสู้กับมันทุกทางแล้ว  และยกนี้เราก็เป็นฝ่ายแพ้  ยิ่งทำอะไรไปมากเท่าไหร่  ก็ยิ่งมีเหตุการณ์มาตอกย้ำทำให้เรารู้ว่า  ยังไงก็ไม่สามารถเอาชนะโชคชะตาได้จริงๆ  จนหลายครั้ง เราก็นั่งหัวเราะกับตัวเองเหมือนคนบ้า และพูดว่า "ฮ่าๆ กรูกะแล้วว่าต้องเป็นแบบนี้ ...อีกแล้ว"  
     
    ทำใจซะเถอะ ...นอนอยู่บ้าน ใช้เวลาให้คุ้มเถอะ
     
    ---------------------------------------------------------------------------------------------------------
     
    ผ่านไป 4 วอร์ดแล้วสินะ  ตอนนี้เราเป็นเพียงไม่กี่คน  ผ่านจำนวนวอร์ดมามากกว่าคนอื่นๆทั่วไป  เพราะเล่นเก็บวอร์ดเล็กซะเรียบเลย เหลือแต่วอร์ดใหญ่  คราวนี้แหละ...ของจริง
     
    ช่วงเวลาที่ผ่านมานี้  ไม่มีวันไหนเลยที่ให้ความรู้สึกที่เหมือนกัน  การเรียนที่เอานศพ.โง่ๆไปออกนอกกะลาบ้าง  บางครั้งมันทำให้ได้อะไรมากกว่า การจำอาการของโรคจากคนไข้และวิธีการรักษาโรคจากอาจารย์เยอะเลยทีเดียว  บางวันก็รู้สึกดี  บางวันก็ชุ่มชื่นใจ  บางวันก็เสียใจ  บางวันก็สงสาร  บางวันก็โกรธ  และบางวันก็...ทำให้เราฝึกปลงได้เหมือนกัน
     
    มีเพื่อนร่วมวอร์ดมาถามเราว่า 
     
    "เป็นไงมั่ง ผ่านมา 4 วอร์ด  ชอบหรือเกลียดวอร์ดไหนเป็นพิเศษหรือป่าว"
     "เอ่อ..........อืม...........ชอบทุกวอร์ดเลย  เท่าๆกันด้วย"
    "จริงดิ  แปลกคนแฮะ"
     "อ่าว"
     
    2 วอร์ดหลัง  รู้สึกว่าเราจะไม่ได้พล่ามอะไรเกี่ยวกับมันลงบนสเปซให้แปดเปื้อนเลย  แต่หลายความรู้สึกมันอธิบายยากจัง
     
    แต่สิ่งที่เหมือนกันก็คือ  ช่วงเวลาที่ต้องปรับตัวในสัปดาห์แรก  มันเป็นช่วงเวลาที่เหนื่อยและอาจถูกอะไรบางอย่างบนวอร์ดทำร้าย  แต่ในสัปดาห์หลัง เรามักจะเจออะไรบางอย่างที่ทำให้เรารู้สึกถึงเสน่ห์ของมัน  แล้วก็ชอบมันซะงั้น  เป็นอย่างนี้ทั้ง 4 วอร์ดเลย
    (แต่อาจจะเกลียดวอร์ดใหญ่ทุกวอร์ดเลยก็ได้นา  ใครจะรู้)
     
    วอร์ดรังสี  แน่นอน หมอน้อยทั้งหลาย  วันๆต้องนั่งตายซากอยู่ในห้องที่มีแต่ฟิล์มขาวดำ  ดูด้วยความถึกและเร่งรีบเพื่อแข่งกับพระอาทิตย์ที่กำลังจะตกดิน  ทำไมน่ะหรอ พระอาทิตย์ตกดินแล้วจะมีอะไรล่ะ  ถ้าอยากรู้ว่ามีอะไรก็...ถามนอกรอบนะครับ มันน่ากลัว  พออีกสัปดาห์ก็ต้องมานั่งเรียนรังสีรักษา  ได้เห็นเทคโนโลยีใหม่ๆที่รู้สึกว่า  กรูไม่น่ามาเรียนหมอเลย อยากเรียนพวกวิดวะ มาประดิษฐ์ไอ้พวกนี้มากกว่าอ่ะ  น่าสนุกกว่าตั้งเยอะ  ส่วนเสน่ห์ของวอร์ดนี้น่ะหรอ  เราคิดว่าความรู้ของวอร์ดนี้เป็นอาวุธที่ร้ายกาจมากที่หมอควรจะม ความสามารถในการมองฟิล์มที่เหนือกว่าคนอื่นทั่วไป  จะทำให้ความสามารถในการวินิจฉัยโรคเหนือกว่าคนทั่วไปได้ก้าวหนึ่งเสมอ 
     
    ตอนแรกขึ้นวอร์ดใหม่ๆ  สงสัยว่า ทำไมวอร์ดนี้ ถึงมีแต่อาจารย์กับพี่แพทย์ประจำบ้านที่เป็นผู้หญิง  พอเรียนไปซักพักถึงได้รู้ว่า  โอกาสที่แพทย์จะโดนรังสีแล้วเป็นหมัน  จะเกิดในผู้ชายมากกว่าถึง 5 เท่าเลย   บรื๋อ....สยอง
     
    วอร์ดจิตเวช  สุดยอดแห่งความมันและความฮา แต่บางครั้งก็แอบเศร้าเคร้าน้ำตาอีกเหมือนกัน  ต้องมานั่งฟังคนไข้ที่เคยเป็นนักโทษเล่าว่าเค้าโดนซาตานเข้าสิงให้ฟัง  แบบว่าสนุกกว่า Davinci Code ซะอีก  ผ่านพ้นวอร์ดนี้มา ก็รู้สึกว่าคนทุกคนล้วนมีอาการทางจิตไปซะหมด แต่ไม่มากแค่นั้นเอง  จากที่เคยคิดว่า หมอจิตเวชจะมีความสุขได้ไงกับการที่ต้องเจอแต่คนไข้ที่คุยไม่ค่อยรู้เรื่องและแถมยังไม่ยอมให้รักษาอีก  แต่เสน่ห์ของมันก็คือ  วอร์ดนี้ไม่ได้รักษากายเหมือนวอร์ดอื่นๆ  วอร์ดนี้รักษาที่จิตใจ  คนไข้หายทีงี้ ยังกับได้เกิดใหม่เลยทีเดียว  และที่สำคัญก็คือ ความรู้และความสามารถทางจิตเวช  นำไปใช้ประโยชน์ในการดำเนินชีวิตได้เยอะเลยทีเดียว  เพราะเค้าจะรู้จักจัดการกับจิตใจตัวเองได้อย่างมีประสิทธิภาพ  สามารถอ่านความรู้สึกของตัวเองได้ขาด  อารมณ์เหมือนบรรลุธรรมอะไรซักอย่างไปขั้นนึงแล้ว  เราไม่เคยเห็นจิตแพทย์คนไหน มีปัญหาชีวิตเลยนะ  จัดการได้เองหมดเลย
     
    แม้ความรู้เกี่ยวกับทฤษฎีบนวอร์ดต่างๆ มันจะไม่ต่างกันนัก สุดท้ายมันก็ไม่พ้นนั่งท่องจำอยู่ดีอ่ะแหละ  เพราะฉะนั้นไม่แปลกอะไรที่เราจะนั่งหลับเป็นเต๋าขณะนั่งเรียนเลคเชอร์ เหมือนที่เคยเกิดขึ้นเมื่อ 2-3 ปีก่อน  เป็นการตอกย้ำให้รู้ว่า เราไม่ได้เปลี่ยนแปลงตัวเองในทางที่ดีขึ้นเลยจากเมื่อก่อน  แต่เราเจออะไรที่เหมาะกับความต้องการของเรามากขึ้นต่างหาก  เลยพยายามเก็บเกี่ยวทุกสิ่งทุกอย่างที่ไม่ใช่ Lecture (อ่าว...ซะงั้น)  และแน่นอน...มันสนุก  น่าสนใจ  มันให้ความรู้สึกที่ดีมากๆกับการนั่งอ่านหนังสือเกี่ยวกับโรคที่คนไข้ที่เราเจอเมื่อกี้เค้าเป็น  รู้สึกดีมากๆที่พบและฟังอาจารย์พูดถึงคนไข้ตัวเป็นๆ มาป่วยให้ดูจริงๆ และแบกรับความทุกข์จากการป่วยมาจริงๆ(ทั้งๆที่พูดเหมือนในเลคเชอร์น่ะแหละ  แต่ตอนนั้นเจือกไม่อยากฟัง)  ในโฆษณานมเด็ก  เค้าบอกว่า "เด็กแต่ละคน ชอบที่จะเรียนรู้ในวิธีที่แตกต่างกัน"  เราแก่ถึงขนาดนี้ จะเป็นหมออยู่แล้วด้วย  ยังมานั่งเรื่องมาก เลือกวิธีที่จะเรียนรู้อยู่นั่นแหละ  แล้วมันจะเก่งขึ้นมาซักวันได้ไงล่ะเนี่ย  แต่อย่างน้อยก็ทำให้รู้ตัวว่า  การตื่นเช้าโดยมีเหตุผลที่เข้าท่า มันก็ไม่ใช่เรื่องยากเลย  เราก็มีความสุขกับการเรียนหมอได้นี่หว่า
     
    มีคนบอกกับเราว่า  โดยนิสัยเต๋าแล้ว คงจะมีความสุขกับทุกวอร์ด เพราะมักจะหาเหตุผลมาสร้างความสุขจากวอร์ดนั้นได้เสมอ  แต่คิดดูดีๆ มันอาจไม่เป็นอย่างนั้น  เพราะที่ผ่านมาเราเจอแต่อาจารย์ที่ดีๆที่เข้าใจนศพ.  แต่สำหรับนศพ.บางคนแทบจะต้องก้มหน้าโกรธจัดและกำหมัดไว้ข้างหลัง ขณะเจออาจารย์บางคน ด่าแบบไม่ไว้ชีวิตในบางวอร์ด  ถ้าเราเจอแบบนั้นบ้าง เราจะผ่านพ้นมาได้ไงกันน้า  ความรู้ยิ่งน้อยๆอย่างงี้ โดนทั้งซอยทั้งสับจนเละแน่เลย  ก็วอร์ดต่อไปนี่แหละ...เตรียมรับมือซ้า
     
    -----------------------------------------------------------------------------
     
    จะมีซักกี่อาชีพนะ  ที่ต้องเรียนรู้และเข้าใจสังคมทุกรูปแบบอย่างงี้
    ต้องเจอทั้งโคตรรวยไปจนถึงขอทาน
    ต้องเจอทั้งผู้มีอิทธิพลไปจนถึงนักโทษ
    ..............
    ก็จะได้รู้กันไปไงว่า
    โลกอีกหลายด้านที่เราไม่ได้อยู่น่ะ มันเน่าเฟะแค่ไหนแล้ว  ไอเราก็เพิ่งจะรู้เหมือนกัน
     
    ...อมิตตาพุธ...